image1 image2 image3

ร่วมอนุรักษ์ ป่าทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง | ร่วมเป็นแรง พัฒนา ป่าตะวันตก | ร่วมอุดมการณ์ วาดฝัน ให้ป่าปรก | ร่วมสืบสาน ป่ามรดก โลกและไทย

วันกองทัพไทย



เนื่องมาจากในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ เป็นวันที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาของพม่า ที่ตำบนหนองสาหร่ายแขวงเมืองสุพรรณบุรี ได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ พระเกียรติยศของพระองศ์เลื่องลือไปไกล และผลแห่งชัยชนะในครั้งนี้ ทำให้ข้าศึกไม่กล้าเข้ามารุกรานไทยเป็นเวลานานถึง ๑๕๐ ปี รวมทั้งไม่มีการกระทำการยุทธหัตถีของไทยเกิดขึ้นอีกเลย

ปัจจุบันคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการรัฐมนตรีโดยนาย ประเสริฐ ณ นคร ได้คำนวณเรื่องของวันที่กระทำการยุทธหัตถี ซึ่งในพงศาวดารได้ระบุไว้ว่าตรงกับวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำเดือนยี่ จ.ศ.๙๕๔ ว่าเมื่อเทียบทางสุริยะคติตามหลักปฏิทินเกรกอเรียนแล้วปรากฏว่าตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕ แต่ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นทางการ สงครามยุทธหัตถี เกิดขึ้นได้นั้นสืบมาจาก ในปี พ.ศ.๒๑๓๓ สมเด็จพระมหาธรรมราชาพระบิดาสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรทรงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษาและได้ตั้งสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นพระมหาอุปราชที่มีพระเกียรติยศเสมออย่างพระองค์หนึ่ง ทางเมืองพม่ามีพระเจ้านันทบุเรงเป็นกษัตริย์สืบต่อจากพระเจ้าบุเรงนอง ยังคงคิดจะปราบปรามไทยให้ได้ จึงจัดทัพหลวงมีกำลังพลสองแสนคนมาทางด่านเจดีย์สามองค์ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทราบข่าวจึงใช้กลศึกในการรบเพราะมีทหารน้อยกว่ามาก สั่งให้กองทัพซุ่มรออยู่แล้วแต่งทัพน้อยออกไปล่อข้าศึก ทางฝ่ายพระมหาอุปราชาเห็นดั่งนั้นจึงประมาทยกทัพเข้าไล่ตีจนถึงบริเวณที่ทัพไทยซุ่มรออยู่จึงได้รบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน ทัพพม่าแตกพ่ายสร้างความอัปยศอดสูให้พระเจ้าบุเรงนองเป็นอย่างมากเพราะว่ายกทัพมาหลายแสนคนยังต้องพ่ายแพ้กลับไป

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๑๓๕ พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้พระมหาอุปราชานำกองทัพทหารสองแสนสี่หมื่นคนมาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่าพม่าจะยกทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมไพร่พลมีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมกไปสุพรรณบุรี ข้ามน้ำตรงท่าท้าวอู่ทองและตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย เช้าของวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ.๒๑๓๕ สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระองค์เครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระนเรศวรทรงนามช้างว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงา คือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้รู้จักการต่อสู้มาแล้ว หรือเคยผ่านสงครามชนช้างชนะช้างตัวอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นช้างที่กำลังตกมัน ในระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์และจาตุรงค์บาทเท่านั้นที่ติดตามไปทัน สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าเท้าพระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพและตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึก จึงไสช้างเข้าไปใกล้แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า "เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม ขอเชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างอย่างเราไม่มีอีกแล้ว" พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพ ชนพลายพัทธกอ เสียหลัก สมเด็จพระนเรศวร ทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง

ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงฟันเจ้าเมืองจาปะรีเสียชีวิตเช่นกัน ทหารพม่าเห็นว่าแพ้แน่แล้ว จึงใช้ปืนยิงใส่สมเด็จพระนเรศวรได้รับบาดเจ็บ ทันใดนั้น ทัพหลวงไทยตามมาช่วยทัน จึงรับทั้งสองพระองค์กลับพระนคร พม่าจึงยกทัพกลับกรุงหงสาวดีไป นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกองทัพใดกล้ายกมากล้ำกรายกรุงศรีอยุธยาอีกเลย

แม้ในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ พระองค์ยังอยู่ในระหว่างการยกทัพไปตีเมืองอังวะ แต่เกิดประชวรเป็นหัวระลอก(ฝี) ที่พระพักตร์และเป็นพิษจนเสด็จสวรรคตเสียก่อนในปี พ.ศ.๒๑๔๘

จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ชาตินักรบที่ทรงพระปรีชาสามารถยิ่ง ทรงเป็นผู้ริเริ่มและฝึกการรบแบบกองโจร ใช้กำลังน้อยแต่สามารถชนะคนจำนวนมากได้ ด้วยความเป็นผู้นำที่กล้าหาญ จึงกล่าวได้ว่าตลอดพระชนม์ชีพ ทรงอุทิศพระองค์เพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง

เราในฐานะอนุชนรุ่นหลัง จึงควรปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ ให้สมกับที่พระองค์ท่านได้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาเอกราช รักษาแผ่นดิน จนตกมาถึงเราได้อยู่ได้กิน อย่างสุขสบายตราบทุกวันนี้..

จุฑานันทน์ บุญทราหาญ
น.ส.พ.ไทยรัฐ หน้า ๔ วันอังคารที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๘

วันที่ ๒๕ มกราคม เป็นวันกองทัพไทย จริงหรือ ?
พล.ต. สุริยน เผือกสกนธ์

- ในฐานะที่พวกเราเมื่อได้มีโอกาสลืมตามองโลก มีโอกาสได้เรียนหนังสือตามภาคบังคับที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด และได้เลือกใช้ชีวิต รับราชการทหาร มีวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยวันหนึ่ง ที่พวกข้าราชการทหาร ตลอดจนประชาชนทั่วไปต้องทราบ คือ วันกองทัพไทย ซึ่งความสำคัญของวันดังกล่าว พวกเราคงเคยได้รับการศึกษา มาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ว่าเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชาแม่ทัพพม่า ซึ่งตรงกับวันเดือนปีของจันทรคติ คือวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง ตลอดจน มีผู้คำนวณไว้ว่าตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๖ และรัฐบาลได้กำหนดให้วันนี้เป็น “วันกองทัพไทย” เป็นต้นมา ตั้งแต่สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๔๔ นี้จะตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งกองทัพไทย ก็จะจัดพิธีการสวนสนามสาบานธง ต่อธงไชยเฉลิมพลเป็นประจำทุกปีอีกเช่นเคย

- กระผมได้อ่านเอกสารที่ พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ซึ่งอดีตท่านเคยดำรงตำแหน่งอธิบดี กรมไปรษณีย์โทรเลข ตลอดจน คณะกรรมการที่ปรึกษา อีกหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน และโดยปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่ง เลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เสนอกองบัญชาการทหารสูงสุด ขอให้เปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๐ โดยท่านให้ข้อคิดเห็นว่า ท่านได้ศึกษาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยใช้หลักวิชาโหราศาสตร์ดวงดาว ทั้งฮินดู และตะวันตกมาคำนวณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ของวันดังกล่าวว่าถูกต้องหรือไม่?

- จากเอกสารที่ผมได้ศึกษาก่อนที่ พลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ จะเสนอหนังสือถึงกองบัญชาการทหารสูงสุด นั้น ท่านได้มีหนังสือ พร้อมข้อมูล ของวันกองทัพไทย เสนอไปสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กราบเรียนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๙ เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไข วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของชาติไทยที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ๒ เรื่องคือ
วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา หรือ “วันกองทัพไทย” ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ คือวันที่ ๒๕ มกราคม ที่ถูกต้องคือ วันที่ ๑๘ มกราคม
วันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตราธิราชของไทย ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้คือ วันที่ ๒๘ ธันวาคม ที่ถูกต้องคือ วันที่ ๒๗ ธันวาคม
- สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องมอบให้คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมี หม่อมเจ้าสุภัทรดิศดิศกุล เป็นประธานกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งในที่นี้ กระผมจะกล่าวถึงเฉพาะความถูกต้อง ของวันกองทัพไทยเท่านั้น และจะขอนำผลการพิจารณา ของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยมา เพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้

“….คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่า
วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา หรือวัน “กองทัพไทย” ได้เคยมีการคำนวณไว้ เมื่อประมาณ ๔๐ ปีมาแล้ว โดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ว่าตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม และ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร รองประธานกรรมการ ในคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ได้คำนวณ และเขียนบทความไว้ว่าตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม เช่นกัน
สาเหตุที่ได้กำหนดให้วันที่ ๒๕ มกราคม เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรง กระทำยุทธหัตถีฯนั้น ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร รองประธานกรรมการ ให้ข้อสันนิษฐานว่า ผู้คำนวณสำคัญผิดว่า วันเถลิงศกตรงกับวันที่ ๑๕ หรือ๑๖เมษายนมาตลอด แต่แท้จริงวันเถลิงศก เพิ่งมาตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ และเริ่มตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายนบ้าง วันที่ ๑๖ เมษายนบ้าง มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๔ ซึ่งในปีที่กระทำยุทธหัตถี วันเถลิงศก ตรงกับวันศุกร์ที่ ๙ เมษายน แต่ผู้คำนวณคิดว่า วันเถลิงศกปีนั้น ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๖ เมษายน จึงคำนวณวันผิดไป ๗ วัน
การที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลง วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชา หรือวัน “กองทัพไทย” ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า เป็นวันที่ ๒๕ มกราคม มาเป็นวันที่ ๑๘ มกราคม นั้น เป็นเรื่องของส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง จะต้องพิจารณาเอง เพียงแต่มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่า วันที่ถูกต้องตามการคำนวณ คือวันที่ ๑๘ มกราคม ก็คงจะเพียงพอแล้ว….”
(ที่มา หนังสือคณะกรรมการ ชำระประวัติศาสตร์ไทยที่ นร ๐๑๑๓ (ปวศ.) ๒๒๗๔/๒๕๔๐ ลงวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐)

- สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ให้ทราบดังนี้

“….ตามที่ท่านได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขวันสำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่คลาดเคลื่อนให้ถูกต้อง คือ

๑.วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา หรือวัน  “กองทัพไทย” ซึ่งปัจจุบัน กำหนดให้ตรงกับวันที่ ๒๕ มกราคม ที่ถูกต้องคือ วันที่ ๑๘ มกราคม….. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พิจารณาเรื่องดังกล่าว และกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชาให้แจ้งผลการพิจารณา ของคณะกรรมการฯ ให้ท่านทราบ….”

(ที่มา หนังสือสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ นร๐๑๑๓/๑๖๖๕๘ ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคมพ.ศ.๒๕๔๐)

- หนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่อ้างถึงนี้ได้แจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทราบด้วย ผล ไม่ทราบผลการพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้องของกระทรวงกลาโหม

- จากเอกสารที่เสนอกองบัญชาการทหารสูงสุด ที่กล่าวแล้วในตอนต้น กรมยุทธศึกษาทหาร ได้นำเสนอในที่ประชุมกรมเสนาธิการร่วม กองบัญชาการทหารสูงสุด มีรายละเอียดดังนี้

ยศ.ทหาร

๑๑. เรื่องการพิจารณาเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย
ตามที่ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ นายตำรวจนอกราชการ ได้มีหนังสือนำเรียน ผบ.ทหารสูงสุด เสนอให้พิจารณาเปลี่ยนวันกองทัพไทย จาก ๒๕ ม.ค. เป็น ๑๘ ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา ยศ.ทหาร มีข้อพิจารณาดังนี้

๑๑.๑ การประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ ๑๒/๒๒ เมื่อ ๒๒ ธ.ค.๒๒ ได้มีมติ กำหนดให้วันที่ ๒๕ ม.ค. ซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา เป็นวันกองทัพไทย ซึ่ง ครม.ได้ลงมติเห็นชอบและอนุมัติ และเมื่อ ๒๘ มิ.ย.๒๗ ที่ประชุมสภากลาโหม ได้มีมติยืนยันว่าวันที่ ๒๕ ม.ค. ถือเป็นวันกองทัพไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับของทางราชการแล้ว และหากมีการเปลี่ยนแปลง วันที่กระทำยุทธหัตถี รัฐบาลต้องประกาศเปลี่ยนแปลง

๑๑.๒ สำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยัน และแจ้งให้ กห.ทราบ เมื่อ ๒๑ ส.ค.๔๑ ว่าวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี ที่ถูกต้องคือ วันที่ ๑๘ ม.ค. ประธานให้ใช้วันที่ ๒๕ ม.ค. เป็นวันกองทัพไทยตามเดิม จนกว่าทางรัฐบาล จะมีหนังสือแจ้งว่าวันใด เป็นวันกระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่แน่นอน บก.ทหารสูงสุดจึงจะดำเนินการต่อไป

- พร้อมกันนี้ผมได้แนบดวงชะตาแสดงจุดที่ตั้งดาวพระเคราะห์ต่าง ๆ วันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถี กับพระมหาอุปราชาแม่ทัพพม่า มาเพื่อให้ผู้รู้ หรือสนใจในเรื่องโหราศาสตร์ ศึกษาด้วยแล้ว หากท่านต้องการข้อมูลประกอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้ไปดูประกอบในระบบ Intranet สท.ทหาร ( http://oa2.mid.mi.th/~suriyon/) หรือในระบบInternetWebSite: http://web.schq.mi.th/~suriyon/ จะอยู่ใน Homepage พล.ต.สุริยน เผือกสกนธ์ ในหัวข้อบทความที่น่าสนใจ ลำดับที่ ๒๔ จะเป็นเรื่อง “วันประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

- เมื่อท่านอ่านบทความนี้พร้อมเหตุผลแล้ว ท่านยังมั่นใจว่าวันที่ ๒๕ มกราคม เป็นวันกองทัพไทย หรือมีแนวความคิดว่า สมควรเป็นวันที่ ๑๘ มกราคม ซึ่งผมพร้อมจะเป็นศูนย์กลางให้ท่านได้พูดคุยกับพลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ ได้

หากท่านสนใจติดต่อผมได้ดังนี้:
Email : suriyon@schq.mi.th
โทรศัพท์ ๐-๒๕๗๕-๖๖๑๙ (ในเวลาราชการ)

หากท่านต้องการจะติดต่อกับพลตำรวจตรี สุชาติ เผือกสกนธ์ โดยตรงก็สามารถกระทำได้ โดยเข้าไป WebSite : http://web.schq.mi.th/~dabos/ ซึ่งท่านได้เปิด Web Board ให้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้วย

Share this:

CONVERSATION