image1 image2 image3

ร่วมอนุรักษ์ ป่าทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง | ร่วมเป็นแรง พัฒนา ป่าตะวันตก | ร่วมอุดมการณ์ วาดฝัน ให้ป่าปรก | ร่วมสืบสาน ป่ามรดก โลกและไทย

เยี่ยมไข้ให้กำลังใจนายสุรชัย เถกิงวิทย์สถาพร เจ้าหน้าที่หน่วยฯมหาราช



วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ชมรมฯได้เดินทางไปเยี่ยมนายสุรชัย เถกิงวิทย์สถาพร "จ่ายี่สิบ" เจ้าหน้าที่ หน่วยฯมหาราช หนึ่งในเจ้าหน้าที่ทีมเสือทุ่งใหญ่ที่บ้านจงอั่ว ต.ปรังเผ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อีกครั้ง ที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่หกล้มขาขวาหักเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา  ซึ่งอาการบาดเจ็บทุเลาดีขึ้นเป็นลำดับแล้ว หลังจากที่แพทย์ได้อนุญาตให้กลับมานอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้ และได้กลับไปให้แพทย์ตรวจดูอาการตามนัดเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งแพทย์แจ้งว่ากระดูกยังเชื่อมต่อกันไม่สนิทดียังคงให้นอนพักรักษาตัวต่อ ไปอีกสักระยะ และนัดให้มาตรวจดูอาการครั้งถัดไปในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

นอกจากผลไม้cและของเยี่ยมไข้ที่เจ้าหน้าที่ชมรมฯได้นำไปมอบให้นายสุรชัย เถกิงวิทย์สถาพร แล้ว ดร.อนรรฆ พัฒนวิบูลย์ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า WCS ประเทศไทย ยังได้มอบเงินสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลฝากชมรมฯให้แก่นายสุรชัยอีกจำนวน ๕,๐๐๐ บาท รวมเงินสงเคราะห์สองครั้งที่นายสุรชัยได้รับแล้วจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งยังความซาบซึ้งแก่นายสุรชัยและครอบครัวเป็นอย่างยิ่งด้วย

ในครั้งนี้ "จ่ายี่สิบ"เล่าให้ฟังเพิ่มเติมจากครั้งก่อนว่า ในวันเกิดเหตุตนได้หมดสติไปหลังจากที่เพื่อนร่วมงานได้ช่วยกันดามขาแล้วแบก หามออกจากป่าลงเขามาถึงจุดนัดพบกับรถ แล้วไปฟื้นตื่นขึ้นอีกครั้งที่สำนักงานเขตฯทุ่งใหญ่ เมื่อไปถึง ร.พ.พหลพลพยุหเสนา ที่จังหวัดกาญจนบุรีในเวลาต่อมาแล้ว แพทย์ผู้ทำการรักษาชมว่าการเข้าเฝือกทำได้ถูกต้องดีมาก และเมื่อนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.ได้ห้าวันแล้ว แพทย์จึงอนุญาตให้เดินทางกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ในวันที่กลับออกจาก ร.พ.นั้น ตนได้รับความอนุเคราะห์จากรถทัวร์สาย อ.สังขละบุรี - เมืองกาญจน์ ที่วิ่งออกนอกเส้นทางช่วยนำส่งตนจนถึงบ้านพัก

และนับเป็นความโชคดีในครั้งนี้ที่ได้พบกับผู้ใหญ่อ่องละ บิดาของนายสุรชัยซึ่งคลาดกันเมื่อครั้งก่อน ผู้ใหญ่อ่องละเล่าให้ฟังว่านายสุรชัยเป็นบุตรคนโตที่มักมีเรื่องเกิดอุบัติเหตุบ่อย ก่อนหน้านี้ก็เกิดอุบัติเหตุแขนหัก และล่าสุดก็ล้มป่วยต้องนอนโรงพยาบาลให้หมอผ่าท้องมาแล้ว ต่างกับคนอื่นๆในครอบครัวมากซึ่งไม่ค่อยมีใครต้องไปโรงพยาบาล

ต่อข้อสอบถามเรื่องเสือในทุ่งใหญ่ ผู้ใหญ่อ่องละเล่าให้ฟังว่า เมื่อค่ำวันหนึ่งหลายปีก่อนหน้านี้ขณะที่ตนขับรถกระบะพาลูกบ้านหกคนผ่าน หน่วยฯทิคอง ขึ้นเขาไปหมู่บ้านจะแก พบเสือโคร่งตัวหนึ่งขนาดประมาณสิบศอกยืนขวางทางเต็มถนน มองเห็นขาขนาดใหญ่ขนาดน้องๆลำไผ่บงทีเดียว ตอนแรกตนเข้าใจผิดนึกว่าเป็นวัว และกล่าวเสริมว่าในคืนเดียวเสือโคร่งสามารถเดินผ่านถึงเจ็ดหมู่บ้าน

ต่อข้อสอบถามเรื่องช้างในทุ่งใหญ่ ผู้ใหญ่อ่องละเล่าให้ฟังว่า เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ทุ่งใหญ่มีช้างมากมายเดินหากินอยู่ตามทุ่งหญ้าและข้างลำห้วย โดยเฉพาะที่บริเวณหมู่บ้านทุ่งนางครวญก่อนที่จะมีคนอพยพมาอยู่อาศัยทำไร่ดังเช่นในปัจจุบัน มีหญ้าและไผ่อาหารช้างขึ้นอยู่มากและมีช้างเดินหากินอยู่ทั่วไป จน เมื่อมีพรานช้างสี่คนเข้ามาในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่ล่าช้างเอางาไปขาย พรานบ้านคลิตี้ชื่อเนโป่งซึ่งเสียชีวิตไปแล้วล้มช้างมากกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบ ตัว  เช่นเดียวกับพรานช้างอีกสามคนที่อยู่ทางศรีสวัสดิ์และกรึงไกร มีช้างมากกว่าสี่ร้อยเชือกที่ถูกล้มโดยกลุ่มพรานช้างเพียงสี่คนนี้ ช้างในป่าทุ่งใหญ่จึงล้มหายไปจนแทบไม่เหลือแล้วเช่นในปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะเหตุว่าป่าทุ่งใหญ่ไม่มีอาหารของช้างหรือเป็นที่ไม่เหมาะสม สำหรับช้างที่จะอยู่อาศัยดังที่เข้าใจกัน

หลังจากฟังเรื่องที่น่าตื่นตระหนกของการทำลายล้างชีวิตช้างป่าจากกลุ่มพราน ในอดีตจากปากคำของผู้ใหญ่อ่องละแล้ว ทำให้ถึงกับอึ้งไปเลยและหายสงสัยจากที่ได้เคยฟังเรื่องเล่าจากคนรุ่นก่อนและ พิทักษ์ป่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้อาวุโสในอดีตที่ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนทุ่งใหญ่มีช้างอยู่มากมาย ดังจะเห็นได้จากด่านช้างเก่าที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ทุ่งใหญ่ใน ปัจจุบัน ส่วนเหตุผลที่สนับสนุนเรื่องจำนวนประชากรของช้างป่าในทุ่งใหญ่ที่ลดลง และมีน้ำหนักชัดเจนอีกเรื่องหนึ่งคือการขยายตัวของชุมชน เกิดหมู่บ้านมากมายทางตอนเหนือเขตฯทุ่งใหญ่หรือตอนใต้ของเขตฯอุ้มผางตั้ง ขวางด่านช้าง และการก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนเขาแหลมทำให้เกิดพื้นที่อ่างเก็บ น้ำขนาดใหญ่ ปิดกั้นเส้นทางเดินของช้างทางตอนใต้ของเขตฯทุ่งใหญ่ และการตัดถนนสาย อ.ทองผาภูมิ-เมืองกาญจน์ ที่นำความเจริญมาสู่ตลอดสองข้างทางและเกิดการพัฒนาเป็นชุมชนมากมายใน ปัจจุบัน  รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานของช้างป่าออกจากพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่เอง

Share this:

CONVERSATION