image1 image2 image3

ร่วมอนุรักษ์ ป่าทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง | ร่วมเป็นแรง พัฒนา ป่าตะวันตก | ร่วมอุดมการณ์ วาดฝัน ให้ป่าปรก | ร่วมสืบสาน ป่ามรดก โลกและไทย

มาเป็นนักอนุรักษ์กันเถอะ โดย กุลภาค กานต์โกศล

บทความนี้เขียนขึ้นโดย คุณกุลภาค กานต์โกศล ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์วันเวลาบนเส้นทางสายธรรมชาติตั้งแต่วัยหนุ่มพร้อมกับ รถขับเคลื่อนสี่ล้อคู่ใจ และมิตรสหายมากหน้าหลายตา ในแวดวงนักเดินทางแบบออฟโรด จนปัจจุบันเป็นคุณพ่อลูกแฝดสองรับผิดชอบครอบครัวเล็กๆ อยู่ในสังคมเมืองหลวง เมื่อหวนนึกถึงเสียงหัวเราะ  ความสุขความตื่นเต้นยินดีและความผิดหวัง ในคืนวันที่ผ่านพ้นในอดีตและหาเวลา ได้จึงเขียนบทความสั้นๆนี้ สะท้อนมุมมองเรื่องการอนุรักษ์ บนพื้นฐานประสบการณ์ชีวิตจริงส่วนตัว.

๑. ความไม่สมประกอบของสังคมไทย?
ทำไมที่พวกเราคนไทยต้องมานั่ง ตั้งชมรมนั้น ชมรมนี้ แล้วเข้ามาดูแลมรดกหรือทรัพยากรของชาติหรือคอยแก้ปัญหาของสังคม ในรูปแบบต่างๆตามแต่จะคิดหาวิธีการกันมา ทั้งๆที่เราก็เสียภาษีให้ทุกบาททุกสตางค์ให้กับรัฐ ซึ่งคงไม่ต้องแปลกใจอะไรเลย หากหน่วยงานหรือนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ยังมิได้จัดความสำคัญทางด้านนี้มาเป็นอันดับต้นๆ แล้วจะนำเงินที่ไหนไปพัฒนา และถึงมีงบประมาณลงมา พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เม็ดเงินที่มาถึงนั้นมันใสซื่อบริสุทธิ์ทุกขบวนการ ปราศจากการโกงกินจากตัวเหลือบตัวไร สุดท้ายกลุ่มคนที่ทนดูความไม่สมประกอบในกลไกของรัฐไม่ไหว ก็ต้องมาออกโรงว่ากันเองอย่างที่เป็นอยู่  บางกลุ่มก็อยู่รอดมาถึงปัจจุบันและมีแนวทางเด่นชัดในการทำงาน บางกลุ่ม ก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เนื่องจากขาดงบประมาณและการจัดการที่ดี ต้องปิดตัวเองลงในที่สุด

๒. ทำบุญกับป่า ไม่เหมือนทำบุญกับคน
สังคมไทยที่เรารู้ๆกันอยู่ มีพื้นฐานเกี่ยวพัน มาจากศาสนาพุทธ ซึ่งเชื่อในเรื่องบาป-บุญและชาติภพหน้า ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย มักจะทำบุญกันอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นทำบุญกับพระ หรือทำทานกับคนและสัตว์ เพราะมีความเชื่อว่า ชาติหน้าจะได้สบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากต่างไปจากชาติอื่น ทำให้มีการช่วยเหลือเอื้ออาทรกันและกัน

จะสังเกตได้ว่าถ้ากลุ่มคน หน่วยงานหรือองค์กรเอกชนรายใด ทำงานช่วยเหลือสังคมเกี่ยวกับเรื่องการดูแลมนุษย์ หรือแม้กระทั่งดูแลสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากต่างๆ ก็จะมีผู้คนเข้ามาสนับสนุนอยู่บ้างอย่างไม่ขาดสาย จะมากหรือน้อยนั้น และเพียงพอหรือไม่นั้น คงไม่ใช่สาระ แต่อย่างน้อยคนที่บริจาคเงินและสิ่งของเข้ามานั้น มีจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อที่ว่า "ได้บุญ" (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งของสังคมบ้านเราที่ยากนักจะหาที่ใดเหมือน) ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลย ถ้าจะกล่าวว่า การสละเงิน-สิ่งของและเวลา เพื่องานด้านอนุรักษ์ผืนป่านั้น จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะจะเกิดความลังเลขึ้นมาทันทีว่าทำไปแล้ว “ได้บุญจริงหรือเปล่า” หรือ “ได้บุญไม่เท่ากันกับการบริจาคให้กับสิ่งมีชีวิตโดยตรง” แต่ถ้ามองให้ลึกซึ้งแล้ว ถ้าไม่มีป่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีฝน คนขาดน้ำ และผลกระทบที่เกิดกับสภาวะความสมดุลของโลกจะตามมาในที่สุด เมื่อถึงวันนั้น มนุษย์ผู้ทะนงตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ คงจะได้รู้ซึ้งถึงความวิบัติที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นการอนุรักษ์ผืนป่า จึงเหมือนกับช่วยให้คนและสัตว์ดำรงอยู่ไปในตัว และเป็นการช่วยเหลือในภาพที่ใหญ่มากเสียด้วย จนไม่อาจประเมินค่าได้ ถ้าบางท่านจะแปลงกลับมาในรูปการได้บุญ (หากยังยึดติด) ก็มากมายมหาสารนัก แต่มองไม่เห็นเท่านั่น

๓. อุดมการณ์ และ ความศรัทธา
หากกลุ่มคนที่จะทำงานทางด้านนี้ มิได้มีอุดมการณ์ และ ความศรัทธาที่แท้จริง เป็นพื้นฐานในการยึดเหนี่ยวของจิตใจ มันก็ง่ายต่อการแตกสลาย เมื่อพบต่ออุปสรรคนานัปการที่คอยอยู่ แต่ถ้าบุคคลใด เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ และ ความศรัทธาที่แท้จริงแล้ว ย่อมพาองค์กรอยู่รอด โดยเฉพาะผู้นำหลักในการขับเคลื่อน

ถามว่า “มีอุดมการณ์อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่” ซึ่งคำตอบคือ ไม่น่าจะพอ เพราะหากไม่มีความศรัทธาเข้ามาร่วมด้วยแล้ว ก็อาจจะทำให้มันเดินผิดทางได้ เพราะอุดมการณ์ในความคิดของผู้เขียน มันเป็นเพียงสิ่งที่เราตั้งกฎอะไรสักอย่างขึ้นมาในทางความคิด แล้วเราพยายามปฏิบัติตาม แต่การที่จะทำตามกฎนั้น ทำได้หรือไม่ ยากลำบากแค่ไหน บางครั้งผู้ตั้งกฎมิได้คำนึงถึง ทำให้ปฏิบัติได้ยาก ซึ่งความศรัทธานี่แหละ จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นผู้คนที่จะเข้าสัมผัสชีวิตบนถนนสายนี้ คงต้องนั่งทบทวนให้ดีว่ามีสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วหรือยัง เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องมองต่อไปอีกว่า อุดมการณ์และความศรัทธานี้ มีมากพอด้วยหรือไม่ หากมีไม่มากพอก็จะขาดความมุ่งมั่น และอุปสรรครวมทั้งความลำบากใจในสถานการณ์ต่างๆที่ต้องเผชิญ จะเป็นตัวรุมเร้าให้เรานั้นหมดแรงไปในที่สุด

๔. การอนุรักษ์ คืออะไร ขอบเขตแค่ไหน ยากหรือไม่
คำตอบคงมีมากมาย และนานาทัศนะในแต่ละปัจเจกบุคคล แต่ในมุมมองของผู้เขียนนั้นก็มิเคยให้คำจำกัดความของมัน เพียงแต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่ามันเริ่มมีในหัวใจหรือยังต่างหาก ซึ่งการอนุรักษ์นั้น สามารถแยกแยะออกไปได้หลายวิธีการและหลากหลายประเภท บางคนเริ่มมาจากการตั้งอุดมการณ์ ผสมกับความศรัทธา แล้วก็แสวงหามัน บางคนก็เกิดขึ้นมาเองจากสภาวะแวดล้อมหรือเพื่อนฝูง เช่น อยู่ที่บ้าน แล้วเห็นขยะตกอยู่ ด้วยนิสัยชอบความเป็นระเบียบ จึงเดินไปเก็บ นั่นก็เท่ากับว่าท่านได้เริ่มงานอนุรักษ์ขึ้นมาแล้ว แต่มองไม่เห็น ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ามันมีอยู่แล้วในตัวคน เพียงแต่มองเห็นและจะใช้มันหรือเปล่าเท่านั้น  ขั้นตอนที่ยากคือ การนำมันออกมาใช้ภายนอก เช่น เดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ แล้วพบขยะถูกทิ้งอยู่ บางคนอยากเก็บแต่อายต่อสายตาผู้คน หรือเกรงใจเพื่อนฝูงซึ่งเขาไม่เก็บกัน ทำให้ขาดความมั่นใจเป็นต้น ซึ่งเรื่องแบบนี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเองเท่านั้นว่า จะข้ามเส้นแบ่งบางๆเส้นนี้ได้หรือไม่ ถ้าข้ามได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆสำหรับการอนุรักษ์แล้ว  จากนั้นก็ลองกลับไปพิจารณาข้อ ๓ ว่าเราพร้อมหรือยังที่จะตั้งอุดมการณ์และความศรัทธาบางอย่างขึ้นมาในชีวิต ซึ่งไม่จำเป็นต้องตึงมากนักในขั้นต้น แล้วก็พัฒนาจิตใจ – แนวความคิด นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ประเภทใดก็ตาม “เห็นมั๊ย สำนึกอนุรักษ์อยู่ที่ใจของเรานี่เอง ซึ่งมันไม่ยากเลย”

ขอบคุณ คุณกุลภาค กานต์โกศล ที่ส่งบทความนี้มาเผยแพร่
kulphak@koyo.co.th
๘ พฤษภาคม. ๒๕๔๙

Share this:

CONVERSATION