image1 image2 image3

ร่วมอนุรักษ์ ป่าทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง | ร่วมเป็นแรง พัฒนา ป่าตะวันตก | ร่วมอุดมการณ์ วาดฝัน ให้ป่าปรก | ร่วมสืบสาน ป่ามรดก โลกและไทย

ฟื้นฟูโรงเรียนร้างบ้านเกาะสะเดิ่ง ครั้งที่ ๑



๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒: เย็นวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เจ้าหน้าที่ชมรมฯเดินเท้าจากหน่วยพิทักษ์ป่าเกาะสะเดิ่ง พร้อม ด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยฯสองนายไปยังบ้านเกาะสะเดิ่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๓ กิโลเมตร เพื่อหารือกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและราษฎรในหมู่บ้านเกาะสะเดิ่งเรื่องการ ฟื้นฟูโรงเรียนบ้านเกาะสะเดิ่ง ที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เนื่องจากขาดครู โดยราษฎรบ้านเกาะสะเดิ่งตกลงว่าหากชมรมฯจะให้ความสนับสนุนอุปถัมภ์ให้ โรงเรียนประจำหมู่บ้านแห่งนี้เปิดการเรียนการสอนได้อีกครั้ง ชาวบ้านจะร่วมกันให้ความร่วมมือสนับสนุนโรงเรียนเพื่อที่บุตรหลานจะได้รับ การศึกษาขั้นพื้นฐานอ่านออกเขียนหนังสือไทยได้ และจะหมุนเวียนผลัดกันแบ่งข้าวที่เก็บเกี่ยวได้แก่ครูที่จะทำการสอนหนังสือ เจ้าหน้าที่ชมรมฯจึงตกลงแจ้งกับชาวบ้านว่า ชมรมฯจะให้การสนับสนุนการฟื้นฟูและเปิดโรงเรียนบ้านเกาะสะเดิ่งอีกครั้ง โดยมอบหมายให้นายต้อมซึ่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกจากเมืองกาญจน์และเป็นคนในหมู่บ้านรับหน้าที่สอนหนังสือแก่เด็กเล็กในหมู่บ้านจำนวน ๓๒ คน และจะทยอยจัดส่งอุปกรณ์การเรียนการสอนมายังโรงเรียน แล้วจึงลากลับ โดยเดินเท้าลัดเลาะท่ามกลางความมืดไปตามซอกเขากลับไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าเกาะสะเดิ่งเมื่อเวลาประมาณสองทุ่ม


เช้าวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ หลังมื้อเช้าแล้วชมรมฯจึงนำส่งอุปกรณ์การเรียนการสอน ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ปากกา ตำราเรียน เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การกีฬา ฯลฯ ไปยังโรงเรียนบ้านเกาะสะเดิ่ง ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี เมื่อรถมาถึงข้างห้วยโรคี่ฝั่งตรงข้ามหมู่บ้าน มีเด็กเล็กหลายคนมายืนรออยู่ที่ข้างต้นตะเคียนใหญ่อยู่ก่อนแล้ว เจ้าหน้าที่ชมรมฯจึงตะโกนออกไปว่า "โรงเรียน โรงเรียน มาแล้ว..." เด็กเล็กเหล่านั้นก็วิ่งลงห้วยตามรถชมรมฯไปยังโรงเรียนด้วยความตื่นเต้น

เมื่อรถชมรมฯข้ามห้วยเข้ามายังฝั่งหมู่บ้านแล้ว ก็มีชาวบ้านเดินนำทางไปยังโรงเรียนร้าง ซึ่งต้องเลี้ยวไปทางหลังบ้านผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นทางแคบๆในดงหมาก และเมื่อพ้นดงหมากแล้ว ก็เป็นดงหญ้าที่ขึ้นรกอยู่ทั่วไป นายอาทิตย์ย์ นายรงค์และครูต้อมช่วย กันถางหญ้าเปิดทาง มองข้ามดงหญ้าก็เห็นตัวอาคารโรงเรียนตั้งอยู่หน้าดงไม้ซึ่งมีภูเขายอด แหลมอยู่ด้านหลัง ภาพแรกที่สายตามองเห็น ก็คือภาพโรงเรือนไม้แถวเดียวมุงด้วยหลังคาสังกะสีเก่าๆ มีเด็กเล็กในหมู่บ้านยี่สิบกว่าคนวิ่งไปยืนรออยู่ที่ระเบียงหน้าอาคารเรียน สภาพรอบๆอาคารเต็มไปด้วยต้นหญ้าซึ่งขึ้นรกอยู่ทั่วไป

เด็กๆที่วิ่งตามรถชมรมฯมาตอนนี้วิ่งขึ้นไปยืนอยู่ที่ระเบียงของอาคารเรียน แล้ว นายรงค์และนายทิตย์ เจ้าหน้าที่หน่วยฯเกาะสะเดิ่งที่ติดตามมาด้วย ช่วยกันเอาจอบฟันดินและหญ้าที่เนินดินทางขึ้นไปยังโรงเรียน เพื่อให้รถชมรมฯปีนเนินดินขึ้นไปยังหน้าโรงเรียนเพื่อประหยัดแรงงานในการขน ย้ายวัสดุและอุปกรณ์การเรียนจำนวนหนึ่งคันรถที่บรรทุกมาด้วย

เมื่อรถชมรมฯปีนขึ้นเนินดินได้แล้วก็พบกับนายต้อม ซึ่งเจ้าหน้าที่ชมรมฯได้ประสานงานไว้ก่อนหน้านี้ และตกลงรับหน้าที่ครูสอนหนังสือเด็กที่โรงเรียนบ้านเกาะสะเดิ่ง ต่อจากครูทั้งสี่คนซึ่งเคยสอนหนังสือเด็กที่โรงเรียนนี้ก่อนหน้านี้ ครูต้อมเล่าให้ฟังว่า.. " ครูคนแรกตกเป็นอาหารมื้อเย็นของเสือเมื่อหลายปีก่อนระหว่างเดินทางกลับจาก บ้านกองม่องทะมายังบ้านเกาะสะเดิ่ง ซึ่งต้องใช้เส้นทางเดินเท้าลัดเลาะไปตามซอกเขา หลังจากนั้นครูคนที่สองป่วยเป็นไข้มาราเลียและเสียชีวิตไปอีกคน ครูคนที่สามสอนได้ไม่นานก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนอีกเมื่อเดินทางกลับไป เยี่ยมญาติที่ อ.สังขละบุรี ส่วนครูคนสุดท้ายที่ทำการสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่กลับมาอีกเลยหลังจากที่ ปิดภาคเรียนในฤดูร้อนเมื่อปีที่แล้ว"

แล้วครูต้อมก็พาเจ้าหน้าที่ชมรมฯเดินตรวจสอบสภาพอาคารเรียน ห้องน้ำที่ก่อสร้างด้วยไม้ดูชำรุดทรุดโทรมและรกจนน่ากลัวว่าจะมีงูเข้าไปนอน อาศัยในห้องน้ำซึ่งหัวส้วมแตกทะลุใช้งานไม่ได้แล้ว และเมื่อเดินตรวจมาถึงบันไดขึ้นอาคารเรียนพบว่า ขั้นบันไดหักชำรุดและอาจจะทรุดลงมาได้ทุกเมื่อหากทนแบกรับน้ำหนักไม่ไหว แล้วครูต้อมก็เปิดประตูเข้าอาคารเรียนแล้วเดินนำเจ้าหน้าที่ชมรมฯเข้าไปใน ห้องเรียนที่มืดทึบ แล้วทันใดนั้นก็มีแสงสว่างสาดเขามาทางหน้าต่างบานแรกที่ครูต้อมเปิดออก พร้อมๆกับเด็กนักเรียนที่โตแล้วช่วยเปิดหน้าต่างบานอื่นๆ ทำให้เห็นสภาพห้องโถงยาวที่ใช้เป็นห้องเรียนได้ชัดเจนขึ้น ภาพที่แสงสว่างแรกสาดเข้ามายังพื้นห้องเรียนอันมืดทึบช่างเป็นความรู้สึกที่ จับใจเสียจริง คล้ายกับเป็นสัญญาณบอกว่าอีกไม่นานห้องเรียนที่รกร้างแห่งนี้ จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ครูต้อมสั่งให้เด็กๆช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดห้องเรียนและลบกระดานดำ ที่ครูคนสุดท้ายได้เขียนทิ้งไว้เมื่อสองปีก่อน แล้วช่วยกันจัดเรียงม้านั่งเก้าอี้เรียนตัวยาวๆที่กองสุมไว้อยู่ที่มุมห้องที่มีสี่ตัวให้เป็นระเบียบ น่าแปลกใจเมื่อเห็นจำนวนเด็กนักเรียนมีมากกว่าเก้าอี้ยาวสำหรับนั่งเรียนมาก ครูต้อมให้คำอธิบายว่า เด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะนั่งเรียนอยู่ที่พื้นห้องเพราะไม่มีโต๊ะเก้าอี้เรียนเพียงพอ ถึงตอนนี้ห้องเรียนที่เงียบเหงาและถูกปิดร้างมาเกือบสองปี ก็เต็มไปด้วยเสียงอื้ออึงเอะอะเจี้ยวจ้าวของเด็กเล็กแห่งหมู่บ้านเกาะสะเดิ่ง ที่บ้างวิ่งเล่นไล่กันไปมาอย่างสนุกสนานในห้องเรียน บ้างนำลูกฟุตบอลและลูกบาสเก็ตบอลล์มาเตะเล่น เสียงดังระงมอย่างกับเสียงนกกระจอกแตกรังทีเดียว นับเป็นบรรยากาศของห้องเรียนเด็กที่ชวนให้หวนนึกถึงความสุขในวัยเด็กที่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วอีกครั้ง

จากการเดินสำรวจดูรอบๆห้องเรียนพบว่ามีความขาดแคลนอุปกรณ์การ เรียนการสอนเป็นจำนวนมาก แม้แต่ชอล์คที่ครูต้องใช้เขียนบนกระดานดำเพื่อใช้ในการสอน ก็หาที่เต็มแท่งสักอันเดียวก็ไม่ได้ ก้นชอล์คส่วนที่เหลืออยู่ที่ครูท่านก่อนๆเก็บไว้ในกล่องชอล์คที่ทำด้วยไม้ นั้น ก็สั้นจุดจู๋จนไม่สามารถใช้นิ้วจับเพื่อเขียนได้อีก แต่ทุกอย่างย่อมมีค่าเมื่ออยู่กลางป่า ครูท่านก่อนๆจึงไม่ได้ทิ้งขว้างก้นชอล์คแท่งสั้นๆเหล่านี้ แต่เก็บไว้ในกล่องไม้เผื่อไว้ในยามขัดสนจะได้นำมาใช้งานพอแก้ขัดไปได้ ส่วนตำราเรียนที่กองสุมอยู่ข้างห้องนั่น ก็ผุเก่าชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จนหน้าหนังสือแทบจะหลุดออกมาจากเล่มเมื่อลองพยายามจะเปิดเล่มหนังสือเรียน อ่านดู

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป สภาพห้องเรียนก็มีสภาพดีขึ้น ครูต้อมเรียกให้เด็กๆมานั่งเก้าอี้ม้านั่งยาวทั้งสี่ตัว แล้วแจกจ่ายขนมให้เด็กๆ พร้อมทั้งกำชับไม่ให้ทิ้งซองใส่ขนมตามพื้น เจ้าหน้าที่ชมรมฯสอบถามถึงแผนการสอน ครูต้อมชี้แจงเพิ่มเติมว่า เด็กนักเรียนที่นี่มีอายุเฉลี่ยตั้งแต่สามสี่ขวบขึ้นไปจนถึงสิบขวบ ไม่มีการแบ่งชั้นเรียน ต้องเรียนรวมกันไปทั้งหมด ส่วนเด็กที่โตกว่านี้ก็จะไปเรียนต่อที่โรงเรียนบ้านกองม่องทะซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสองชั่วโมงเดินเท้า

แม้ว่าชมรมฯจะเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอนและเครื่องกีฬามาสนับ สนุนโรงเรียนจำนวนมาก รวมทั้งเงินยังชีพครูจำนวน ๓,๐๐๐ บาท ที่ชมรมฯได้มอบให้ครูต้อมเป็นกำลังใจในโอกาสเปิดการเรียนการสอนของโรงเรียน บ้านเกาะสะเดิ่งอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าโรงเรียนบ้านเกาะสะเดิ่งแห่งนี้ยังขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการ ซ่อมแซมอาคารเรียนและสภาพโรงเรียน รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอน หนังสือ ตำราเรียน ฯลฯ อีกมาก คงเป็นภาระหน้าที่ชมรมฯที่จะต้องเพิ่มความสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป จนกว่าจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ารับช่วงดูแลบริหารโรงเรียนเกาะสะเดิ่ง ที่ถูกทิ้งร้างและกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม บัดนี้โรงเรียนร้างบ้านเกาะสะเดิ่งได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เด็กเล็กๆในหมู่บ้านเกาะสะเดิ่งจะได้รับการศึกษาอีกครั้งจากโรงเรียนร้างที่ชมรมฯช่วยอุปถัมภ์ฟื้นฟูให้นี้ ซึ่งชมรมฯจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนโรงเรียนบ้านเกาะสะเดิ่งนี้ต่อไปอีกสักระยะ จนกว่าที่จะมีหน่วยงานท้องถิ่นหรือหน่วยงานภาคการศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้ารับช่วงต่อไป และเป็นที่แน่นอนว่าความช่วยเหลือสนับสนุนจากชมรมฯฝ่ายเดียวคงไม่เพียงพอ หากแต่ความมีน้ำใจช่วยเหลือจากสังคมจะช่วยให้โรงเรียนแห่งนี้ ฟื้นฟูพัฒนาไปสู่ในระดับที่เหมาะสมเพียงพอต่อไป เพื่อที่อย่างน้อยเยาวชนแห่งบ้านเกาะสะเดิ่งเหล่านี้จะได้เติบโตพร้อมกับการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และจะได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือดูแลรักษาธรรมชาติและสัตว์ป่าของผืนป่าทุ่งใหญ่ต่อไป ตามแนวทางที่ชมรมฯได้ฝากฝังเรื่องการปลูกฝังจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติแก่นักเรียนกับครูต้อม เพื่อให้แน่ใจว่า ต้นไม้เล็กๆเหล่านี้จะเติบโตเป็นแม่ไม้ที่ยังความอุดมสมบูรณ์แก่ถิ่นฐานที่ได้กำเนิดและอาศัยต่อไปในอนาคต

Share this:

CONVERSATION