image1 image2 image3

ร่วมอนุรักษ์ ป่าทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง | ร่วมเป็นแรง พัฒนา ป่าตะวันตก | ร่วมอุดมการณ์ วาดฝัน ให้ป่าปรก | ร่วมสืบสาน ป่ามรดก โลกและไทย

จดหมายถึงลูก เขียนโดย แม่วิไล ปั้นประเสริฐ



บทความเรื่อง "จดหมายถึงลูก" นี้ ชมรมฯได้รับอนุญาตจากคุณแม่ วิไล ปั้นประเสริฐ ในการตีพิมพ์เผยแพร่ซึ่งคัดลอกมาจากหนังสือที่ระลึกงานบำเพ็ญกุศลศพที่วัดหัวหิน เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ เพื่อที่จะได้บันทึกเรื่องราวชีวิตจริงของ นายทิวา ปั้นประเสริฐ (โรตี หรือ จืด) ที่เป็นอีกหนึ่งชีวิตที่จากไปในเหตุการณ์คลื่นยักษ์ "สึนามิ" พัดถล่มภาคใต้ของไทยเมื่อสายของวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ และเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการรำลึกถึงเพื่อนรักที่ร่วมอุดมการณ์ก่อตั้งชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตกแห่งนี้ และเพื่อบันทึกอีกบทหนึ่งของ "ความรักของแม่"  ให้ผู้ที่ได้อ่านบาความ "จดหมายถึงลูก" นี้ได้ซาบซึ้งและสำนึกถึงความรักอันที่ยิ่งใหญ่ล้นฟ้ามหาสมุทรของมารดาผู้ให้กำเนิด และเทิดทูนบูชาใน "พระคุณของแม่" ผู้เป็นที่รักยิ่งของผู้อ่านทุกท่านตลอดไป

ขอขอบคุณ คุณณัฐฐิณี เจรจาศิลป์ เป็นอย่างสูง ที่ช่วยเหลือทุ่มเทด้วยความวิริยะอุตสาหะ ในการเรียงพิมพ์บทความนี้ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ที่บ้าน ๒/๔๔ หมู่บ้านเขาน้อย หัวหิน ๗๗๑๑๐
๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๘

ทิวาลูกรัก

ลูกคงแปลกใจมากที่ได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วลูกไม่มีตัวตนเหลืออยู่แล้วในโลกนี้ และแม่เองก็ไม่รู้ว่าทั้งร่างกายและวิญญาณของลูกอยู่ที่ไหนในขณะนี้ แต่แม่ก็อยากเขียนถึงลูกถ้าหากวิญญาณของลูกยังไม่ได้ไปไหนไกล ยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ลูกๆ ทั้งสี่ จนบางครั้งทุกคนที่ได้เห็นร่องรอยการปรากฏตัวของลูก แน่ใจว่าลูกยังเป็นห่วงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ลุกคงได้เห็นความทุกข์และความห่วงหาอาทรของแม่ที่มีต่อลูกตั้งแต่นาทีที่แม่แน่ใจว่าลูกเสียชีวิตแล้วแน่นอน และจนถึงบัดนี้แม่ก็ยังไม่ได้วี่แววว่าศพของลูกอยู่ที่ไหน

๒๖ ธันวา ๒๕๔๗ วันมหาโหดที่แม่ยังจำได้ดี สายๆ ของวันนั้นทีวีออกข่าวเรื่องแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราประเทศอินโดนีเซีย ความรุนแรงของมันก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิเคลื่อนตัวมากระทบ ๖ จังหวัดภาคใต้ของเมืองไทย ก่อให้เกิดความหายนะทุกตารางนิ้วที่มันเคลื่อนมากระทบ แม่ดูข่าวด้วยความงุนงงและสงสัยว่า ลูกจะถูกมหันตภัยครั้งนี้ด้วยหรือไม่ หยิบโทรศัพท์มือถือโทรถึงลูกทันที ปรากฏว่าโทรติดแต่ไม่ได้ยินเสียงลูกตอบรับ ยังใจชื้นว่าลูกไม่ได้จมน้ำเพราะมือถือของลูกยังใช้ได้ เสียแต่ว่าลูกไม่โทรตอบกลับมา มีโทรมาจากกรุงเทพฯ บอกว่าลูกน้องโทรมาว่าเห็นทิวาวิ่งหนีขึ้นไปบนภูเขา แม่ดีใจว่าลูกคงพ้นภัยไม่จมน้ำตายแน่นอน

วันนั้นทั้งวันแม่และแหม่มไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากเปิดทีวีดูข่าวเรื่อยไป ดูแล้วก็โทรไปหาคนโน้นคนนี้ว่าได้ข่าวลูกบ้างหรือไม่ มั่นใจว่าลูกไม่เป็นอะไร เพราะถ้าลูกถูกคลื่นยักษ์ซัดจมน้ำ โทรศัพท์มือถือของลูกคงใช้ไม่ได้ นี่มันยังดีอยู่ ความไม่มีความรู้ของแม่เรื่องนี้ทำให้แม่ยังมั่นใจว่าลูกคงปลอดภัย จนย่างเข้าวันที่ 2 ของเหตุการณ์ แม่โทรหาลูกโทรศัพท์ก็ยังใช้การได้ แต่ไม่มีเสียงลูกตอบรับ

แม่ชักไม่แน่ใจ วันนั้นอีกทั้งวันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและสับสน แล้วแม่ก็เตรียมของสำหรับใส่บาตร นึกในในว่าวันที่ ๒๘ ธันวาคมเป็นวันเกิดของลูก แม่เคยใส่บาตรแทนลูกทุกปี เพราะรู้ว่าลูกไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนี้ ใส่บาตรแล้วก็มานั่งดูข่าวทีวีต่อ ลูกหลานอื่นๆ โทรมาหาแม่ก็ตอบเขาไปว่าลูกหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา คงไม่เป็นอันตราย

จนข่าวเรื่อจักรีนฤเบศไปรับคนรับศพจากเกาะพีพีก็ยังมีคนโทรไปบอกข่าวดีว่า คุณทิวายังไม่ลงเรือเพราะต้องรอเช็คดูลูกน้องว่าบาดเจ็บล้มตายไปกี่คน แม่ก็ยังนึกว่าลูกช่างเป็นห่วงลูกน้องเสียจริงๆ ช่างไม่นึกเลยว่าแม่จะเดือดร้อนแค่ไหนในการรอคอยข่าวจากลูก

ประมาณบ่าย ๔ โมงเย็นของวันที่ ๒๘ แหม่มโทรไปหาคุณยงยุทธ สมาชิก อบต.ของเกาะพีพี เขาให้ข่าวว่าตั้งแต่เกิดคลื่นยักษ์มายังไม่มีใครได้เห็นคุณทิวาอีกเลย นั่นคือคำยืนยันว่า ณ บัดนั้นลูกได้เสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน ข่าวที่มีคนส่งถึงบี คงเป็นข่าวเพื่อชะลอความเศร้าโศกของแม่ ไม่ให้มันกะทันหันจนเกินไป และมารู้ทีหลังว่า ที่เขาเห็นลูกขึ้นไปบนภูเขานั้น เขาเห็นในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันที่เขาฉลองเทศกาลคริสมาสต์กัน ไม่ใช่เห็นในวันที่ ๒๖

ความตายของลูกมันเกิดขึ้นรวดเร็วกะทันหันเกินไป เกินความคาดหมายของแม่ เกินกว่าที่แม่จะรับฟังไหว มันไม่ได้อยู่ในด้วงความคิดว่าลูกจะจากแม่ไปอย่างรวดเร็วรีบร้อนและทารุณสำหรับหัวใจของคนที่เป็นแม่อย่างนี้

วันสุดท้ายที่ลูกจะจากแม่ไป ลูกยังไปพักกับแม่ พาโบโบ้กับปุกปุยไปเที่ยวงานฉลองวันคริสมาสต์ที่โรงเรียน ไปเล่นชิงช้าสวรรค์ ดูอะไรต่ออะไรในโรงเรียน หลานทั้งสองดีใจที่พ่อพาไปเที่ยว เพราะอยู่กับปู่ย่า ปู่ย่าไม่สามารถจะพาหลานๆ ไปไหนๆ ตอนกลางคืนได้ นอกจากนั้น ทั้งสองยังได้ของขวัญวันคริสมาสต์จากพ่ออันเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พ่อ ซื้อให้

เช้าวันที่ ๑๙ ธันวาคม แม่นั่งรถไปกับลูกและสมนึกเพื่อไปเซ็นชื่อที่ธนาคารกรุงไทย รับรองและรับรู้ว่าแม่กับพ่อจะกู้เงิน ช.พ.ค. ประโยคสุดท้ายที่ลูกพูดกับแม่ก็คือ “แม่ระวังพ่อหน่อยนะ พ่ออาการไม่ดีเลย” แม่ก็ตอบไปว่า “รู้แล้ว แม่ซักชุดดำไว้แล้ว”

เพราะพ่อหายใจไม่ออก ต้องให้ออกซิเจนเป็นครั้งที่ ๒ แล้ว และแม่ก็ค่อนข้างทำใจได้แล้วว่าคราวนี้พ่อคงตายแน่นอน

แต่อนิจจา! คนตายไม่ใช่พ่ออย่างที่คาดคิด มันกลายเป็นลูกซึ่งไม่ได้อยู่ในความคาดหมายมาก่อนเลย
แม่ช็อกจนพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้อย่างเดียว ใครจะคิด ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ โทรศัพท์จากญาติสนิทมิตรสหายหลั่งไหลมาวันละมากมาย ทุกคนล้วนเศร้าโศกเสียใจไปกับแม่

พ่อนั้น เหมียวรับไปนอนพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลศิริราช รอคอยการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าจะเยียวยากันโดยวิธีใด หลังจากการตรวจเช็คอย่างละเอียดแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่าต้องฝ่าตัดเอาลิ้นหัวใจที่รั่วชำรุดออก ใส่ลิ้นหัวใจเทียมให้แทน และต้องทำบายพาสหนึ่งเส้นด้วย เพราะมีเส้นโลหิตตีบตันอยู่หนึ่งเส้น

การรักษาพยาบาลครั้งนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ แม่ต้องขอบคุณลูกศิษย์ที่รัก คุณหมอสุรพล อิสรไกรศีล ซึ่งได้อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือพ่อเป็นอันมากเกินกว่าที่แม่จะเขียนเป็นตัวอักษรได้

บารมีความเป็นครู สำหรับลูกศิษย์ที่เขาซาบซึ้งในความดี ความรักใครผูกพันแต่หนหลัง ได้มาสนองตอบตอนที่พ่อป่วยคราวนี้เอง ขอให้อานิสงส์แห่งความกตัญญูรู้คุณจงสนองตอบต่อคุณหมอให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้ช่วยเหลือน้องแบม ลูกคนที่ ๓ ของลูกได้รับการรักษาในส่วนที่บกพร่อง อันเป็นเหตุให้ “๒ขวบแล้วยังเดินไม่ได้” ซึ่งถึงขณะนี้น้องแบมสามารถเดินได้เตาะแตะแล้ว

ความห่วงใยในสุขภาพอันบกพร่องของน้องแบมนี่เองที่เป็นเหตุให้ลูกไปปรากฏให้เห็นนิมิตหมายต่างๆ ที่บ้านเหมียว ซึ่งเป็นบ้านที่น้องแบมและน้องใหม่ไปอาศัยอยู่ พ่อนั้นไปรอฟังข่าวจากหมออยู่ที่นั่น ก็ได้เห็นได้ยิน “ข่าว” จากลูก โดยอาศัย “ญาณพิเศษ” ที่ลูกแสดงออกให้เห็น

ครบเจ็ดวัน แม่ไม่ไปวัด ทำบุญเลี้ยงพระ ถวายสังฆทานและบังสุกุลให้ลูกกับบริวารที่เสียชีวิตด้วยกัน

แล้วลูกก็มาปรากฏตัวให้เหมียวเห็น!

สำหรับแม่นั้นลูกไม่ไปปรากฏตัวให้เห็นเลย เพียงแต่ “ได้ยินข่าว” ว่าลูกไปหา “ข่าวนั้น” เป็นเสียงออดดังและยาวนานมาจากเครื่องทำความเย็นในห้อง ซึ่งไม่เคยมีปรากฏจากแอร์เครื่องนี้เลย

ตี ๒ ครึ่ง แม่ลืมตาตื่นขึ้นดูนาฬิกาข้างฝา พลางคิดว่าอีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะสว่าง ตั้งแต่ลูกเสียชีวิตแม่ต้องกินยานอนหลับทุกคืน แล้วก็จะตื่นประมาณตี ๒ กับตี ๓ เสมอ มันเป็นเวลาดึกสงัด แม่นอนกับโบโบ้และปุกปุย ไม่มีพ่อหรือแหม่มและเหมียว เพราะแหม่มต้องกลับไปสอนหนังสือ เหมียวก็ไปทำงานตามหน้าที่

อยู่ๆ เสียงออดก็ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ มันดังมากและดังอยู่นาน เสียงเหมือนออดบอกเวลาของโรงเรียน แม่มั่นใจลั่นภาวนาว่าขอให้ลูกไปสู่สุคติเถิด อย่าห่วงใยลูกทั้งหมด และแม่จะเลี้ยงดูหลานอย่างดีที่สุด นึกในใจอยู่อย่างนั้นหลายนาที แล้วก็สวด “สุขีอัตนัง ปริหะรันตะ” สวดอิติปิโส ผิดบ้างถูกบ้าง สักพักเสียงออดก็หายไป

หลังจากนั้นเวลาแม่จะทำอะไรเพื่อลูกหรือหลาน แม่ก็จะจุดธูปบอกทุกครั้ง เพราะแม่แน่ใจว่าลูกยังอยู่ ยังไม่ไปไหน

เลี้ยงพระทำบุญ ๕๐ วันก็แล้ว ๑๐๐ วันก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ข่าวการพิสูจน์ศพของลูก แม่ไปให้เขาทำ DNA กับเหมียวที่กระบี่ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พี่ประกิจกับพี่นิตเขาพาแม่ไป แม่ได้รับความช่วยเหลือจากญาติของพี่ประกิจเป็นอย่างดี ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ลืมเล่าไปว่า พี่ชายของบีและเข้มกับเอก ลูกน้องทั้งสองของลูก รอดูศพของลูกอยู่ที่กระบี่หลายวัน ที่ภูเก็ตก็มีคุณวิทย์ให้ความช่วยเหลือเรื่องดูศพตั้งแต่เกิดเหตุ จนหลายวันผ่านพ้นไป ก็ยังไม่มีศพของลูก จนแม่ต้องบอกเขาว่าให้ยุติได้แล้ว ไม่ต้องรอดูอีก

ที่กระบี่ เจ้าหน้าที่ให้เหมียวดูรูปศพเลขที่ ๕๗๑ และอีก ๓ ศพจำเลขไม่ได้ ซึ่งเลข ๕๗๑ มีอะไรหลายอย่างที่เข้าเค้า แต่เหมียวบอกว่าดูแล้วยังรับไม่ได้ว่าใช่หรือไม่ เพราะศพนั้นฟันหน้า ๒ ซี่ไม่หลอ

แต่พี่นิดบอกว่า ถ้าฟันปลอมไม่หลุดมันก็เหมือนว่าเขามีฟันเต็ม เลยไม่รู้ว่าฟันเต็ม ๒ ซี่นั้นเป็นฟันปลอมหรือเปล่า

เรากลับบ้านด้วยความผิดหวัง กลับมารอฟังข่าวจากเจ้าหน้าที่ซึ่งจัดการเรื่องนี้กันต่อไป

พี่ประกิจเล่าให้ฟังต่อมาว่าเขาซื้อล็อตเตอรี่เลขท้าย ๕๗๑ หลายใบ แล้วถูกด้วยได้มาหลายบาท

เข้มกับเอกขับรถกระบะมาคืนให้ ไม่ลืมขนข้าวของที่ยังใช้การได้ คือไม่อยู่ในกระแสคลื่นสึนามิ เช่น ทีวี เครื่องถ่ายเอกสารและแฟ็กซ์ เครื่องเสียงที่อยู่ในร้านของลูกชั้นบนเอามาด้วย

เอกเล่าว่าเช้าวันนั้นเขาขี่จักรยานเอาบุหรี่ไปให้ลูก พบลูกนั่งดื่มกาแฟและเขียนอะไรอยู่ที่โต๊ะทำงานซึ่งเป็นโต๊ะยาวต่อเอง อยู่บนนอกชานของแคมป์ที่พัก เห็นลุกถอดเสื้อนุ่งกางเกงชาวเลสีแดง ส่งบุหรี่ให้แล้วเขาก็หันหลังกลับปั่นจักรยานออกไปพ้นจากแคมป์มาเดี๋ยวเดียว ได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอยู่เบื้องหลัง หันกลับไปดูตรงที่ตั้งแคมป์นั่นถูกคลื่นกวาดจนเกลี้ยงไม่เหลืออะไรให้เห็น แคมป์นั้นสร้างด้วยสังกะสียาวไปตามเนื้อที่ริมหาด จุคนงาน ๒๐๐ กว่าคน หายวับไปกับตา มันกวาดเอาโกดังเก็บวัสดุก่อสร้างของลูกไปหมดสิ้น รวมทั้งเครื่องมือก่อสร้างอีกมากมาย กำปั่นใส่เงินของบีก็สูญหายไปด้วย หายนะคราวนี้ไม่ได้สูญแต่ชีวิตของลูกอย่างเดียวมันหมายถึงเครื่องมือหากิน ของเก่าที่ลูกซื้อมาด้วยความรักที่เคยขอที่แม่สำหรับปลูกเรือนไทยเอาไว้เก็บของโบราณที่ลูกสะสมไว้ให้ลูกหลาน บางกล่องยังเหลืออยู่ในโกดังเก็บของที่ภูเก็ต แต่ชิ้นที่ลูกรักมากนั้นไปกับน้ำโดยสิ้นเชิง

แถมยังชีวิตของลูกน้องที่มารับจ้างปลูกสร้างโรงแรมอีกไม่รู้กี่สิบชีวิตด้วย คนเหล่านี้น่าสงสารยิ่งนัก

มือของธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งที่วิจิตรพิสดารได้มากมายเกินฝีมือของมนุษย์ แต่ถึงเวลาที่จะทำลาย ธรรมชาติก็สามารถบันดาลให้เป็นไปได้ เกินกว่าที่มนุษย์จะคาดหมาย โดยรวดเร็วและรุนแรงร้ายกาจนัก

มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากสูญเสียชีวิตแล้ว

พ่อเข้ารับการผ่าตัดจากแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราช หมอสุรพลเลือกเอาหมอที่มีฝีมือที่สุดในการผ่าตัดหัวใจมาทำให้พ่อ วันนั้นเป็นวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๘ พ่อโทรมาหาแม่ตอนบ่ายบอกว่าเขากำลังมารับพ่อจะไปผ่าตัดแล้ว ๒ โมงครึ่งจะลงมือผ่าตัด หลังจากเช็คร่างกายหลายอย่างแล้ว อดอาหารแล้ว แม่ถามพ่อว่ากลัวหรือเปล่า พ่อบอกว่าตอนนี้ไม่กลัวแล้ว คือรู้อยู่แล้วว่าถ้าไม่ยอมให้เขาผ่าตัดพ่อก็ต้องตายแน่ แม่ก็อวยพรว่าขอให้ปลอดภัยและทำใจให้เข้มแข็ง แม่เอาใจช่วย แม่กับโบและปุยนั้นพ่อไม่ต้องห่วง แหม่มและเหมียวก็กำลังเฝ้าพ่ออยู่ และจะอยู่ดูแลพ่อหลังจากผ่าตัดแล้ว พ่อไม่ต้องวิตกอะไร จริงๆ แล้วพี่ทั้งสองของลูกก็ได้ดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด แม่ว่าพ่อมีบุญหนักหนา

สองทุ่มกว่าเหมียวโทรไปหาแม่ บอกว่าพ่อออกจากห้องผ่าตัดแล้ว เขาเข็นพ่อเข้าห้องไอซียูเลย ไม่ให้ลูกเข้าไป

หมอสุรพลโทรคุยกับแม่ว่า เคสของพ่อไม่ค่อยดีเลย ทำยากมาก เพราะมีหินปูนเกาะอยู่ในผนังเส้นเลือด ต้องขูดหินปูนด้วยจึงจะทำการผ่าตัดได้

ปรากฏว่าพ่อต้องทำการผ่าตัด ๒ ครั้ง คือครั้งแรกทำแล้วเกิดมีเลือดตกในอีกต้องผ่าใหม่อีกครั้งหนึ่ง

เหมียวเล่าว่า ห้องไอซียูที่พ่อเข้าไปพักฟื้นนั้นมีคนไข้ที่ผ่าตัดนอนพักอยู่แล้ว พ่อเข้าไปนอนตรงกลางระหว่างคนไข้ข้างละคน เจ้ากรรมคนไข้ที่ขนาบพ่ออยู่นั้นเสียชีวิตทั้ง ๒ คน พ่อจึงหวาดเสียวมาก

ช่วงนั้นทางโรงพยาบาลต้องให้พยาบาลเป็นผู้เฝ้า เพราะพ่อยังอยู่ระหว่างอันตราย พ้นช่วงนั้นมาแล้วจึงจะให้เจ้าของไข้เฝ้าเองได้ พ่อพักอยู่ศิริราชหลายวันหมอจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่การกลับบ้านก็คือบ้านเหมียว ยังกลับหัวหินไม่ได้ ต้องนอนพักอยู่อีกหลายวัน

หมอเอา “ลิ้นหัวใจหมู” ใส่แทน “ลิ้นหัวใจเทียม” และบอกว่าจะอยู่ได้นานประมาณ ๑๐ ปี จึงจะต้องเปลี่ยนใหม่

แต่พ่อว่าอีกตั้งสิบปีก็พอแล้ว อายุพ่อถึงวันนั้นก็ตั้ง ๘๐ ปีกว่าแล้ว

งานนี้แม่ก็ต้องขอบใจเหมียวอย่างมาก รวมทั้งแหม่มด้วย ถ้าพ่อไม่ได้ลูกที่ดีอย่างลูกทั้งสอง พ่อคงตายไปแล้ว เพราะพ่อได้ลูกทั้งสองช่วยเหลือมาอย่างดีที่สุดตั้งแต่พ่อเริ่มป่วยหมอให้ออกซิเย่นจนได้รับการผ่าตัดอย่างปลอดภัย

แล้วเรา พ่อ-แม่-ลูก ก็นั่งรอข่าวการพิสูจน์ DNA ว่าจะมีศพไหน Match กับ DNA ของแม่หรือเหมียวบ้าง

จากหลายวันเป็นหลายเดือน จนน้องใหม่ซึ่งมีอายุได้เพียง ๙ วันเมื่อพ่อรับภัยพิบัติเสียชีวิต อายุได้ถึง ๕ เดือน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ศพมาบำเพ็ญกุศลตามที่ตั้งความหวังไว้

แม่ต้องขายบ้านทรงไทยที่ลูกซื้อไว้ สั่งให้เขารื้อลงมากองเพื่อจะเอามาปลูกในบริเวณรั้วของบ้านเรา แถมยังไปทำรั้วในที่ดินแปลงใหม่ ทำเพิงหมาแหงนมุงด้วยกระเบื้องไว้รอท่า วันที่ลูกจะไปขนย้ายเอาไม้เหล่านั้นมากองเก็บไว้เพื่อรอวันที่ลูกจะมาลงมือปลูก

วัสดุก่อสร้างที่ลูกซื้อไว้ ก็รอวันที่ลูกจะมาปลูก “บ้านหลังเล็กๆ” ราคาไม่แพงตามที่ลูกว่า แล้วเอาแปลนบ้านที่ลูกจะปลูกนั้นไปขออนุญาตเทศบาล จนเทศบาลอนุญาตแล้ว “แม่จะได้เก็บค่าเช่าบ้านไว้เลี้ยงลูกให้ผม” รอวันที่ลูกจะเอาลูกน้องมาลงมือปลูก บอกแม่ว่า “หลังหนึ่งใช้เวลาไม่กี่วันหรอกแม่ เพราะมันเป็นบ้าน Knock Down”

“วันที่ ๕นี่แหละ ผมจะเอาลูกน้องมา”
มันหมายถึงวันที่ ๕ มกราคม นั่นเอง

แต่อนิจจา! คลื่นยักษ์พัดลูกหายสาบสูญไปในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน แม่จึงต้องเก็บเล็กผสมน้อย หาเงินมาปลูกบ้านตามความตั้งใจของลูก การขายบ้านทรงไทยที่ลูกอยากได้จึงเป็นความจำเป็นที่แม่ต้องทำ เพราะเมื่อหมดลูกแล้ว ใครจะมาสานงานบ้านทรงไทยเก่าๆ ต่อให้สำเร็จได้ แม่ได้แจ้งให้ลูกทราบแล้วโดยวิธีจุดธูปบอก และต้องขอโทษลูกด้วยที่แม่จำเป็นต้องทำ แม่ขายของที่ลูกรักและอยากได้มานาน แต่แม่ไม่มีทางเลือก

เอาไว้เผื่อวันหน้าวันหลังถ้าชีวิตแม่ยังอยู่แม่จะพยายามหาเงินมาปลูกบ้าน ทรงไทยตามที่ลูกใฝ่ฝันอยากจะได้ลงในที่ดินตรงที่ลูกเคยขอแม่ไว้ แล้วจะเอา “ของโบราณเก่าๆ” ที่ลูกชอบสะสมไปประดับไว้ในตู้ในบ้านทรงไทยหลังที่ว่านั่นให้สมเจตนารมณ์ของลูก แต่ตอนนี้แม่ต้องขอเอาตัวรอดไว้ก่อน

ลูกน้องของลูกใช้เวลา ๔๕ วัน ปลูกบ้านหลังเล็กๆ เรียงรายในที่ดินของลูกที่แม่ยกให้รวม ๖ หลัง มันดูแปลกไม่เหมือนใคร หลังเล็กจริงๆ แต่บรรจุสิ่งที่ต้องการไว้เรียบร้อย มีสะพานไม้ทอดให้เดินถึงกันได้ทั้ง ๖ หลัง

ลูกบอกแม่ว่า สะพานเหล่านี้แหละคนอยู่จะได้ใช้ออกมานั่งเล่นนอกบ้าน บนสะพานหน้าบ้านของตัวแล้วเราก็ปลูกดอกไม้ให้เต็ม ให้เขาพบกับธรรมชาติ แทนที่จะนั่งอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน

ก็จริงอย่างลูกว่า ตอนนี้แม่ก็ปลูกดอกไม้ไว้เต็มหมดแล้ว ทั้งไม้ดอกและไม้ใบ แถมหน้าบ้านยังมีซุ้มดอกไม้ให้ไม้เลื้อยขึ้นไปออกดอกอยู่ข้างบนอีก แม่ปลูก “จันทร์กระจ่างฟ้า” สีเหลืองสดใส แหม่มเอา “อมรเบิกฟ้า” สีชมพูเข้ามาปลูกให้อีกต่างหาก

ตอนนี้เราก็มีคนเช่าอยู่เต็มแล้ว แม่ดีใจที่แม่ได้ “สาน” เจตนาของลูกได้เรียบร้อย ยังอยู่แต่บ้านทรงไทยเท่านั้นที่แม่จะต้องเก็บหอมรอมริบไปอีกหลายปี

หวังว่าแม่คงไม่ตายเสียก่อนนะลูก

แม่ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้ลูกและลูกน้องคนสนิทที่เสียชีวิต ทุกๆ วันเสาร์ และกรวดน้ำไปให้ทุกครั้ง ต้องขอโทษลูกด้วยที่แม่ไม่สามารถใส่บาตรได้ทุกวันเพราะแม่ต้องตื่นแต่เช้า บางครั้งก่อนตี ๕ เพื่อจัดเตรียมอาหารให้ทันพระ พระที่ออกบิณฑบาตผ่านหน้าบ้านเราตอนเช้านั้นเป็นเวลาก่อน ๖ โมง ทุกอย่างจึงต้องรีบให้ทันเวลา แม่ไม่นิยมการใส่บาตรด้วยอาหารถุงพลาสติกที่เขาทำไว้ขาย แม่เลือกทำอาหารทุกอย่างที่ลูกชอบผลัดเปลี่ยนกันไปทุกเสาร์ การทำอาหารจึงต้องพิถีพิถัน บางครั้งก็ทำตอนหัวค่ำ แล้วอุ่นตอนเช้ามืด แต่บางครั้งก็ทำเช้าวันนั้นเลย เพราะต้องการอาหารที่ใหม่ไม่ต้องค้างคืน การที่จะต้องนอนคอยระวังเวลาจึงทำให้แม่นอนหลับๆ ตื่นๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ทุกวันสังขารของแม่คงไม่อำนวยให้ทำอยู่นานแน่

แหม่มและเหมียวเป็นห่วงสุขภาพของแม่ กลัวแม่จะเจ็บป่วยเป็นอะไรไปอีกคน ได้พยายามมาหาแม่บ่อยๆ เท่าที่โอกาสจะทำได้ แหม่มอยู่ใกล้กว่าจึงมาได้บ่อย มาแล้วก็ขนเอาต้นไม้มาปลูกให้ เอาลงดินบ้าง ลงกระถางบ้างจนเต็มไปหมดในลานบ้านทรงไทยหลังเล็กที่ซื้อจากริชาร์ด ลูกน้องของลูกบรรจงทำให้อย่างสวยงาม นอกชานกว้างออกไปอีก และลูกกรงที่นอกชานนั้น แหม่มซื้อมาเปลี่ยนใหม่หมด รวมทั้งเชิงชายด้วย เป็นบ้านทรงไทยหลังเล็กๆ ที่น่ารักมาก ตอนนี้เวลาแหม่มกับอเนกมาหาแม่ ก็พากันไปนอนค้างที่นั่นทุกครั้ง แถมติดแอร์ด้วยจึงนอนหลับสบาย หวังว่าลูกคงเห็นแล้ว ตอนนี้เรายังมีที่ว่างอยู่อีกพอที่จะเอาบ้านหลังที่ไม่ใหญ่นักมาบรรจงปลูกลงตรงนั้น ตรงที่ลูกขอแม่ว่าจะปลูกบ้านทรงไทย

ข้าวของที่เป็นของเก่าของโบราณที่ลูกหาซื้อมาด้วยความรักและความอยากได้ ยังเก็บกองไว้ในโกดังที่ภูเก็ต แต่ตอนนี้เราหมดสัญญาเช่าเขาแล้ว แม่ไม่รู้ว่าคุณเจี๊ยบและคุณเมษาที่เคยอาสาว่าจะช่วยขายให้ได้ดำเนินการไปแค่ไหนแล้ว แต่ทุกคนก็ได้แสดงเจตนาดีต่อแม่ รวมทั้งคุณแอ๊ดที่ขายบ้านทรงไทยให้ลูก ก็ได้พยายามหาคนมาซื้อต่อให้

แม่บอกบีให้ติดต่อกับเพื่อนๆ สถาปนิกร่วมรุ่นของลูกให้เขาเขียนคำไว้อาลัยแล้วส่งมาให้แม่ เพื่อแม่จะได้รวบรวมจัดพิมพ์เป็นเล่ม ทั้งนี้ก็จะบอกญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย ทั้งของแม่และของลูกให้ช่วยกันเขียนถ้อยความอันเป็นที่ระลึกถึงลูก แม่ก็จะเขียนของแม่ และจะค้นหารูปทั้งเก่าและใหม่ของลูกเอามารวมไว้ด้วยกัน แม่จะทำหนังสือเล่มนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนรับรู้ถึงความรักความอาลัยที่แม่มีต่อลูก ถ้าแม่ไม่ได้ศพลูกมาบำเพ็ญกุศลจริงๆ แม่ก็จะทำบุญใหญ่ให้ลูกในวันครบรอบหนึ่งปีของวันตายของลูก และแม่จะเชิญเพื่อนฝูงญาติสนิทมิตรสหายของลูกมาร่วมบำเพ็ญกุศล รับประทานอาหารร่วมกันแล้วแจกหนังสือเล่มนี้ให้ทุกคนได้ไปอ่านและเก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของลูก

จนกระทั่งถึงวันนี้แม่ก็ยังอยากคิดอยู่เสมอว่าแม่ฝันไป ไม่ใช่ความจริง มันเหลือเชื่อจริงๆ ลูกเอ๋ย ว่าแม่จะต้องสูญเสียลูกไปอย่างไม่มีวันจะได้คืน แม่แต่กระทั่งศพ แม่เลี้ยงลูกมาอย่างดี ให้การศึกษาตามความถนัดของลูก แม่เสียสละทุกอย่างเพื่อให้ลุกได้พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต เพื่อชีวิตของลูกจะได้ดำเนินไปในทิศทางที่ดี ไม่ลำบากเหมือนแม่ และลูกก็เรียนสำเร็จด้วยดี มีปริญญาเกียรตินิยมมาให้แม่เก็บไว้ดูต่างหน้า

นั่งคิดถึงวันเก่าๆ เกี่ยวกับลูกที่แม่ยังจดจำได้ดี ลูกจบชั้น ม.ศ. ๓ จากโรงเรียนหัวหินแล้ว แม่ส่งให้เข้าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ คิดว่าลูกโชคดีที่มีพี่สาวทั้งสองยังเรียนอยู่ที่จุฬาฯ และทั้งสองจบจากเตรียมอุดม ที่สอบเข้าเตรียมอุดมไม่ได้ในปีนั้น แม่ให้เข้าเรียนต่อที่ดรุณพิทยา จบแล้วลูกไปเรียนนิติศาสตร์ที่รามคำแหง ปีต่อต่อมาลูกขออนุญาตแม่ไม่เรียนนิติศาสตร์ ขอสอบเข้าเรียนสถาปัตย์ แม่ก็ตามใจลูกเพราะถือว่าผู้เรียนจะต้องตัดสินใจเอาเองว่าตัวเองถนัดวิชาอะไร ซึ่งก็สมใจลูก เพราะลูกสอบเข้าเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบังได้ และเลือกคณะสถาปัตยกรรมอันเป็นวิชาที่ลูกอยากเรียนได้

ลูกไปตกระกำลำบากเกี่ยวกับวิชาที่เรียนพอสมควร บางครั้งขออนุญาตแม่ไปค้างบ้านเพื่อน ไปอยู่คลุกคลีกับเพื่อน และเคยไปอยู่หอพักอยู่พักหนึ่ง แม่เคยไปหาลูกที่คณะ เด็กรุ่นน้องเขารู้จักลูกดี พาพ่อกับแม่ไปพบลูก แล้วลูกก็พาแม่ไปเยี่ยมหอพักที่ลูกอยู่ แทนที่จะอยู่บ้านน้าเหมือนเดิม ลูกเคยต่อว่าแม่ว่าลูกมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตั้ง ๗-๘ ปี แม่ไม่เคยไปดูลูกเลย

แต่ลูกรู้หรือเปล่าว่า ช่วงที่แม่ส่งลูกเรียนทั้ง ๓ คนนั้น แม่พบความวิบากอะไรบ้าง ลำพังเงินเดือนครูอันน้อยนิดของพ่อและแม่ไม่สามารถส่งลูกได้ถึงเพียงนั้น แม่ต้องจำนองที่ดินเอาเงินมาส่งลูกๆ เรียน ๓ ปีสุดท้ายที่ลูกเรียนสถาปัตย์นั้นแม่ยังไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี สมัครเรียน ค.บ. เป็นรุ่นแรก ปีรุ่งขึ้นพ่อก็ไปเรียนอีกคนหนึ่ง รวมเป็น ๕ คน พ่อ-แม่-ลูก ค่าใช้จ่ายจึงสูงมาก ซ้ำรุ่นแรกเขาให้เรียนถึง ๓ ปี รุ่นต่อมาจึงลดลงเหลือเพียง ๒ ปี เสาร์-อาทิตย์แม่เดินทางไปเรียน หอบเอาการบ้านกลับมามากมายา วันธรรมดาไปสอนหนังสือกลับมาตอนค่ำเอาการบ้านออกมาทำ หยุดเทอม ๒ เดือน แม่ต้องเรียน summer เป็นอัน ๓๖๕ วันของแม่ไม่มีวันไหนที่แม่ว่างเลย

บางวันเย็นๆ แม่เก็บสะระแหน่ที่ปลูกไว้งอกงามหลังห้องน้ำ มัดเป็นกำเล็กๆ ตอนเช้าเอาไปส่งที่ร้านในตลาด ได้ค่าสะระแหน่ ๕๐-๖๐ บาท แม่ก็ยังทำ แถมเคี่ยวน้ำปลาไว้กินเองอีกตังหาก น้าละมัยเพื่อนแม่ออกปากว่า “ไม่รู้ป้าทำได้ยังไง”

แต่ช่างเถิด แม่ทำได้ก็แล้วกัน ชีวิตแม่วิบากมาตั้งแต่แม่ได้ ๘-๙ ขวบเรื่อยมาแล้ว

ถึงทุกวันนี้แม่ก็ยังลำบาก ไม่ได้นั่งกินนอนกินเหมือนคนอื่น ยังต้องตื่นตั้งแต่ตี ๕ กว่าจะได้เข้านอนก็ ๓ ทุ่มหลังจากสอนหนังสือหลานทั้งสองคนแล้ว

และเมื่อลูกเรียนจบ รับปริญญา พ่อกับแม่ แหม่ม และเหมียว ก็ไปร่วมงานรับปริญญากับลูก ด้วยความปลาบปลื้มเพราะลูกสอบได้ปริญญาเกียรตินิยมด้วย คุณตากระวีกระวาดจะไปด้วยเพราะรับปริญญาลูกหลานทุกครั้งจะขาดคุณตาไม่ได้เลย คราวนี้แม่ห้ามไว้ เพราะสังขารของคุณตาไม่เหมาะที่จะเดินทางแล้ว

แม่ต้องเป็นหนี้ธนาคารอยู่ถึง ๑๑ ปี ระหว่างที่ลูกๆ เรียนเสียดอกเบี้ยหลายแสน เงินแสนในเวลานั้นก็โหดมากอยู่ เพราะได้เล่าแล้วว่าเงินเดือนของพ่อและแม่นั้นน้อยมาก

ลูกเล่าให้ฟังว่าตอนฝึกงานนั้น ไปฝึกงานที่บริษัทดีไซน์ ๘๓ อาจารย์วิชัย เจ้าของบริษัทเขาพอใจลูกมาก ชักชวนให้ไปทำงานด้วย ครั้งแรกดูลูกยังลังเล แม่บอกว่า ไปเถิดดีกว่าอยู่รองาน เพราะเราจะเลือกงานนานๆ ไม่ได้แล้ว ลูกพักอยู่กับแม่ประมาณเดือนหนึ่งลูกก็จากแม่ไปทำงาน

ทำที่นั่นอยู่พักหนึ่ง จำไม่ได้ว่านานเท่าไร ต่อมาลูกก็บอกแม่ว่าอยากลาออกเพราะอึดอัดในการทำงาน มันไม่คล่องตัวตามที่ต้องการ ทั้งๆ ที่นายจ้างก็ไม่อยากให้ลูกลาออก ช่วงนั้นแม่ขายที่ดินได้มีเงินมากพอสมควร ได้ใช้หนี้ใช้สินที่แม่เป็นหนี้อยู่จนหมด เห็นว่าพอจะคล่องตัวลูกก็ลาออกจากบริษัทไปเช่าอาคารสินธานีเปิดเป็นบริษัทของตัวเอง จ้างลูกน้องหลายคนเป็นผู้ช่วย แม่ตั้งชื่อบริษัทให้ว่า “ปิ่นพร” และคิดว่าลูกคงไปได้ดีพอสมควรกับงานที่ลูกถนัด

แต่มันเป็นช่วงที่ธุรกิจกำลังล้ม ธนาคาร, ทรัสต์ล้มละลายไม่เป็นท่า มันพาเอาบริษัทของลูกล้มเหลวไปด้วย ได้งานทำมากมายแต่งานทุกชิ้นรับมาเป็น “เช็คเด้ง” ทั้งนั้น ลูกเสียค่าจ้างเงินเดือน ลูกจ้าง ค่าเช่าสถานที่เป็นเงินสด แต่รายรับของลูกเป็นเช็คที่ปราศจากเงิน

แม่จ่ายเงินแทนลูกเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัท ตั้งแต่เริ่มตั้งเรื่อยมา เก็บใบเสร็จค่าโอนเงินให้ลูกได้เป็นเงิน ๖ ล้านกว่าบาท เงินที่แม่ขายที่ได้หมดเกลี้ยงคราวนั้น แหม่มกับเหมียวได้เพียงบ้านทาวน์เฮาส์คนละหลัง ราคาหลังละ ๕ แสน ๕ หมื่นบาท แล้วก็ไม่ได้อะไรจากแม่อีกเพราะเงินหมด แม่ยังเหลือที่ดินที่ซอยเสือใหญ่อุทิศ ถนนรัชดาภิเษกไว้ให้ลูก ๕๐ ตารางวา ที่มี่ขอปันจากน้าเริงเอาไว้ให้ลูก

แล้วแม่ก็ต้องขาย เอาเงินไปใช้หนี้ก้อนใหญ่ให้ลูก รินทร์เพื่อนรักคนหนึ่งเอาเงินมาให้ลูกยืมถึง ๒ ล้านบาท แม่ตกใจมากเพราะไม่คิดว่าลูกจะเป็นหนี้มากมายถึงเพียงนั้น แล้วก็ช่วยลูกใช้หนี้มาตลอด เงินที่ได้จากการขายที่ดินถนนรัชดาไม่พอใช้หนี้ แม่ก็จ่ายรายเดือนตลอดมา จนกระทั่งลูกเสียชีวิตในที่สุด

แต่เงิน ๖-๗ ล้านบาท แม่ไม่อาลัยไยดีเท่ากับแม่ต้องสูญเสียลูกไปโดยไม่ได้ลูกกลับคืน

แม่จำได้ดีถึงชีวิตทำงานอันเต็มไปด้วยอุปสรรคของลูก ลูกต้องล้มลุกคลุกคลานหลายครั้งหลายหน และแม่ก็ได้พยายามช่วยลูกแล้วอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ลูกหลุดพ้นจากปัญหา แม่อยากจะบอกว่า ลูกยังอ่อนต่อโลกเกินไป ลูกนึกว่าทุกคนคงซื่อสัตย์เหมือนลูก แต่สังคมทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนดีๆ ที่ลูกพบนั้นก็ยังมี แต่คนที่เขาขาดความเกรงใจ ขาดคุณธรรม และความซื่อสัตย์ในการติดต่อเกี่ยวข้องกับการงานของลูกก็มีอยู่มากมาย

ลูกก็รู้ว่าแม่หมดเงินไปที่ลูกมากมายแค่ไหน และลูกก็พยายามที่จะทำมาหากิน พยายาม “แก้ตัว” และ “เอาใหม่” เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน แม้ลูกจะเหนื่อยยากสายตัวแทบขาดลูกก็ไม่เคยย่อท้อ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งลูกคงหาเงินมาใช้หนี้แม่ได้บ้าง

แล้วแม่ก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วย เมื่อลูกดำริซื้อบ้านไปรเวทวิลล่าเพื่อเอาไว้ใช้เป็นสำนักงานของบริษัทและเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ต้องเช่าที่เป็นสำนักงานเดือนละหมื่นกว่าบาท คราวนั้นแม่ต้องขายที่ดินแปลงที่ดีที่สุดไปถึง ๓ แปลง แปลงแรกอยู่ในเมือง อีก ๒ แปลงนั้นเหมียวรู้ทีหลังว่าแม่ขายยังออกปากว่า “แม่ขายที่แปลงนี้ไปได้ยังไง” ซึ่งแม่ก็ต้องตอบว่า “ขายเพราะแม่สู้ดอกเบี้ยไม่ไหว” ตอนนั้นดอกเบี้ยของทรัสต์ขึ้นไปถึงร้อยละ ๑๔

แล้วทิก็เอาหนังสือมอบอำนาจมาให้แม่ไว้ ๒ ใบ บอกแม่ว่าบ้านหลังนี้แล้วแต่แม่จะเห็นสมควร เพราะมันเป็นเงินของแม่ทั้งหมด

โชคชะตาของลูกตอนนั้นก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น จนเมื่อมีงานใหม่ชิ้นหนึ่งมาเสนอให้ลูกไปทำ งานนั้นอยู่ห่างไกลไปกลางทะเลอันดามัน จังหวัดกระบี่โน่น ลูกมาลาแม่บอกแม่ว่าจะไปทำงานที่เกาะพีพี บริษัทสร้างหนังของฝรั่งจ้างลูกให้ไปสร้างฉากหนังเรื่อง “เดอะ บีช” โดยการรับงานและแนะนำจากเพื่อน คือจะเป็นหุ้นส่วนกัน

แม่แย้งว่าคนรับงานหางานให้เราทำ เขานั่งอยู่กับโต๊ะแต่ลูกจะต้องลงไป “ลุย” ถึงเกาะกลางทะเลอันดามันโน่น และงานตามที่ลูกเล่าให้ฟังนั้นแม่เฉลยว่าลูกจะเหนื่อยแทบเลือดตากระเด็น

ลูกบอกแม่ว่า ถ้าไม่ลองมันจะรู้ได้อย่างไร ลำบากแค่ไหนผมทำได้

ไปอยู่เกาะพีพีได้สักเดือนสองเดือน ลูกมาหาแม่ เล่าความลำบากในการทำงานให้แม่ฟัง

แม่พูดว่า “แม่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า งานนี้เลือดตาแกจะกระเด็น”

“ตอนนี้เลือดตาผมก็กระเด็นอยู่แล้วแม่”

นั่นแหละคือคำสารภาพว่า คำพยากรณ์ของแม่ที่ให้ไว้นั้นเป็นความจริงทุกประการ

ลูกหอบลูกหอบเมียไปนอนกลางดินกินกลางทราย พาโบโบ้ไปย่ำน้ำเน่าๆ นอนใน “บ้าน” ที่เช่าเขาด้วยราคาเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท เป็นบ้านไม้เก่าๆ ทุเรศนัยน์ตา ใต้ถุนเป็นน้ำเน่าสกปรก ลูกน้องก็อยู่บ้านเช่าเหมือนกันแต่เล็กกว่าและแออัดกว่า ไปทำงานที่ลูกหวังว่าจะได้เงินดี

เมื่ออยู่บนบกไม่ได้ มีแต่การขาดทุน ก็ลองไปอยู่กลางทะเลดูบ้าง เผื่อมันจะดีขึ้น

แล้วลูกก็พบอุปสรรคมากมาย จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ แม่ก็ยังสงสัยว่าลูกผ่านพ้นความวิบากเหล่านั้นมาได้อย่างไร

ผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้เลือกเอาทำเลที่เกาะพีพีเลเป็นสถานที่ถ่ายทำ ด้วยเห็นว่าเกาะนี้มีวิวธรรมชาติ คือทะเลสวยที่สุดไม่มีที่ไหนเหมือน

แล้วก็บงการให้ลูก “จัดฉาก” ตามที่เขาต้องการ เช่น ย้ายต้นไม้ตรงนี้ออกไป เอาต้นมะพร้าวมาปลูกที่นี่ ลูกต้องปลูกต้นมะพร้าวมากมายหลายต้น โดยวิธีไปซื้อมาจากภูเก็ต เอาต้นที่โตแล้ว ประคองบรรทุกลงทะเล ลำเลียงถึงเกาะ จ้างคนขุดหลุมใหญ่ๆ ไว้รอท่า ได้ต้นมะพร้าวมาแล้วต้องมาบำรุงรักษา รดน้ำและพยุงต้นไว้ไม่ให้ล้มไม่ให้ตาย ต้นไม้กลุ่มโน้นต้องเอาออกเอาต้นอย่างนี้ไปปลูกแทน ลูกต้องถ่ายรูปพรรณไม้ทั้งหลายบนเกาะไว้ดูว่าต้นอะไรอยู่ตรงไหน เลิกถ่ายทำแล้วต้องเอาไปปลูกไว้อย่างเดิม แถมยังถูกต่อต้านจากพวกอนุรักษ์ธรรมชาติ หาว่านายช่างทิวาทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอันบริสุทธิ์ของเกาะ เขาไม่พยายามเข้าใจเลยว่าลูกไม่ได้ “ชุ่ย” อย่างที่เขาคิด เพราะลูกเป็นคนที่รักธรรมชาติ รักต้นไม้ และของเก่าอย่างที่สุด

คนใกล้ชิดเท่านั้นที่จะรู้
ผู้ที่เข้าใจและเห็นใจลูกคือ อธิบดีกรมป่าไม้ในขณะนั้น ท่านปลอดประสพ สุรัสวดี

อีกท่านหนึ่งก็คือ คุณสมบัติ ภู่กาญจน์ นักเขียน และเป็นหนึ่งท่านในกรรมการฟิล์มบอร์ด ได้เขียนวิจารณ์ไว้ในหนังสือ “พลอยแกมเพชร” ฉบับที่ ๑๗๔ ประจำเดือนเมษายน ๒๕๔๒ เรื่อง “ครึ่งศตวรรษ” ตอนส่งท้ายให้ “เดอะ บีช” ในประเทศไทย ซึ่งลูกไม่ได้มีโอกาสอ่าน แม่ขอคัดลอกมาให้อ่านดังนี้

ปัญหาที่สอง : เป็นปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่ที่เกาะ

ปัญหานี้เกิดเมื่อฟิล์มบอร์ดอนุญาตในหลักการว่าไม่ขัดข้องที่จะให้ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในประเทศไทยได้

แต่การใช้พื้นที่นั้น ฝ่ายถ่ายทำจะต้องตัดสินใจว่าจะใช้สถานที่ที่ไหน แล้วประสานกับฝ่ายเจ้าของสถานที่นั้นเองว่า เขาจะขัดข้องหรือไม่ประการใด

ผลก็คือ เมื่อฝ่ายถ่ายทำอยากได้เกาะพีพีเล และอ่าวมาหยา กรมป่าไม้ในซานะหน่วยราการผู้ดูแลวนอุทยานแห่งชาติทางทะเลก็เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นมา

บทบาทที่สำคัญของกรมป่าไม้คือการตั้งเงื่อนไขที่สูงลิ่วในการใช้พื้นที่ จนฝ่ายถ่ายทำร้องโอ้กทำท่าจะถอยกลับ

ร้อนถึงฟิล์มบอร์ดต้องเชิญทั้งฝ่ายป่าไม้ ฝ่ายถ่ายทำ มาตกลงกันต่อหน้าฟิล์มบอร์ดว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ แค่ไหนเพียงใด

จนในที่สุด ปัญหาก็ล่วงไปได้เมื่อกรมป่าไม้คลายเงื่อนไขลงบ้างนิดหน่อย และฝ่ายถ่ายทำก็เขยิบความระมัดระวังในการใช้พื้นที่อย่างทะนุถนอมให้มากขึ้นอีกนิดหนึ่ง

อุปสรรคนี้ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

ก็ผมอีกนั่นแหละ ผมมีโอกาสไปร่วมรู้เห็นเป็นพยานในวันที่ฝรั่งเริ่มเข้าเกาะ ในวันที่เริ่มปลูกมะพร้าวในวันที่เริ่มเปิดกล้องจนปิดกล้อง (ที่เกาะ) จนถึงในวันที่นั่งดูมะพร้าว ๕๘ ต้นถูกตัดลงอย่างน่าเสียดาย

ทั้งหมดนี้ผมเขียนถึงไว้บ้างแล้วจึงจะไม่กล่าวซ้ำในที่นี้อีก นอกจากจะรายงานส่วนเพิ่มเติมว่าขณะนี้ปัญหาที่เกาะ ระหว่างฝรั่งกับฝ่ายต่อต้านหมดไปแล้ว

เหลือแต่ปัญหาระหว่างป่าไม้กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่กำลังจะชิงกันว่า ใครจะมีสิทธิ์ครอบครองเกาะโดยพฤตินัยมากกว่ากัน

ปัญหาที่สาม : เป็นปัญหาเรื่องการต่อต้านของฝ่ายอนุรักษ์

ทันทีที่รู้ว่าป่าไม้อนุญาตให้ฝ่ายถ่ายทำให้พื้นที่อ่าวมาหยา เกาะพีพีเล กลุ่มคนบางกลุ่มซึ่งเป็นคนในพื้นที่ก็ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์บางกลุ่มซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่แต่เป็นนักต่อต้านมืออาชีพ ที่เรียกกันว่าเอ็นจีโอ

คนกลุ่มนี้ทำการคัดค้านต่อต้านการใช้เกาะ การใช้อ่าวขึ้นอย่างแข็งขัน การต่อต้านในขั้นต้นๆ ถึงขนาดส่งคนขึ้นไปกางเต็นท์กลางพื้นที่บนหาดมาหยา แล้วรื้อไม้ของฝ่ายถ่ายทำมาทำท่าจะตั้งเป็นบังเกอร์คัดค้านการปรับปรุงพื้นที่เพื่อการถ่ายทำหนังให้เห็นดำเห็นแดงกันไป

โดยฝ่ายต่อต้านอ้างว่า การปรับปรุงพื้นที่เป็นการทำลายธรรมชาติของวนอุทยานแห่งชาติที่เขามีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะประชาชนที่จะใช้พื้นที่ธรรมชาติและต่อต้านการทำลายธรรมชาติได้

การครั้งนี้ฝ่ายถ่ายทำพยายามอธิบายว่า การปรับปรุงพื้นที่เล็กน้อยเพื่อปลูกต้นมะพร้าวลงไป ภายใต้เงื่อนไขและการควบคุมของเจ้าหน้าที่วนอุทยานของกรมป่าไม้ทุกขั้นตอนนั้น ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นการทำลายธรรมชาติในสภาพที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น เฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ต้องถ่ายหนัง

ซึ่งเมื่อถ่ายจบแล้ว ก็จะปรับปรุงพื้นที่ให้กลับคืนเหมือนเดิมหรือให้ดีกว่าเดิม (ก็ได้) ด้วยซ้ำไป

โดยการทั้งหมดนี้ มีข้อตกลงที่เคร่งครัดชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่รัฐหลายฝ่ายควบคุมตรวจสอบครบถ้วนทุกกระบวนการ

อย่างไรก็ดี ฝ่ายต่อต้านซึ่งประกอบด้วยคนบางคนที่เป็นฝ่ายค้นฟิล์มบอร์ด บางคนอยู่ในอดีตฝ่ายเอ็นจีโอ (บางกลุ่ม) ซึ่งมีงานต่อต้านเป็นหน้าที่หลัก คนในพื้นที่ฝ่ายที่ขัดแย้งกับบางคนในพื้นที่ที่ร่วมงานกับบริษัทฝรั่ง ก็ผนึกกำลังกันมากขึ้นจนเป็นเหตุให้ฝ่ายถ่ายทำต้องหยุดชะงัก เมื่อข่าวการต่อต้านดังขึ้นมา

“ดัง” ด้วยความร่วมมือของสื่อมวลชนในประเทศที่ค่อนข้างจะหงุดหงิดเรื่องไม่ได้รับ การเหลียวแลจากบริษัทหนังให้เข้าถึงการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ได้พอสมควรอย่าง ที่ต้องการ

การร่วมกระพือข่าวต่อต้านการถ่ายทำรุนแรงขึ้นจนกรมป่าไม้ต้องสั่งหยุดการทำ งานของฝ่ายถ่ายทำแล้วตั้งกรรมการขึ้นศึกษาการใช้และการปรับปรุงพื้นที่อีก

กรรมการชุดนี้ศึกษาแล้วก็รายงานผลว่า การปรับปรุงไม่ได้ทำลายธรรมชาติรุนแรงเหมือนข้อกล่าวหา จึงเห็นควรให้การถ่ายทำหนังสามารถทำได้ต่อไป

ฝรั่งรับทราบรายงานก็ดีใจเริ่มจะทำต่อ

ฝ่ายต่อต้านก็ยื่นเรื่องประท้วงไปที่จังหวัดอีก ขอให้จังหวัดสั่งระงับในฐานะเจ้าของพื้นที่

จังหวัดเจอกระแสเชี่ยวจัดของสื่อมวลชนที่ช่วยเป็นปากเสียงให้กับการต่อต้าน ก็ต้องตั้งกรรมการขึ้นอีกชุดหนึ่ง

กรรมการชุดนี้พิจารณาแล้วก็ตั้งกรรมการควบคุมขึ้นอีกชุดหนึ่ง โดยมีคนพื้นที่ร่วมประชุมด้วย

คนพื้นที่ที่เข้าไปร่วมครั้งหลังส่วนหนึ่งเป็นคนของฝ่ายต่อต้าน พอเข้าประชุมแล้วเห็นฝ่ายตนเป็นเสียงส่วนน้อยก็ลาออกไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ แล้วก็หันมาสวมบทบาทคัดค้านต่อไปอีก

ถึงตอนนี้ ฝรั่งง้างมือค้างไม่รู้จะทำได้ หรือทำไม่ได้ แค่ไหน เมื่อไร จึงคร่ำครวญมาที่ฟิล์มบอร์ดว่า

“ไหนยูว่าหน่วยงานของยูจะเป็นวัน สต็อป เซอร์วิส นี่หลังจากยู ไอเจอกรรมการมาสามสี่ชุดแล้ว นี่ก็ยังไม่รู้ว่าไอจะถ่ายที่นี่ได้หรือไม่ได้อีก ส่วนเรื่องการเผยแพร่ข้อเท็จจริงกับสื่อ ขณะนี้ไอก็พูดกับสื่อมวลชนมาแล้วทุกสื่อ พูดกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาแล้วทุกระดับ สื่อมวลชนก็ยังไม่หยุดประโคมข่าวต่อต้าน โดยเฉพาะเรื่องตรงกับข้อเท็จจริง ก็ยังลงได้ทุกวันแล้วจะให้ไอทำยังไง”

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาแห่งความกระวนกระวายของฝรั่งผ่านไปได้สักพัก การพยายามชี้แจงกับทุกฝ่ายก็เริ่มขึ้นอีกรอบ

ผลครั้งนี้ทำให้สื่อส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจเรื่องมากขึ้น ยกเว้นบางสื่อ กระแสข่าวจึงค่อยซาลง

อุปสรรคนี้ก็ผ่านไปด้วยดีจากความรวมมือของเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายของรัฐ ที่ได้พิจารณาเรื่องทั้งหมดอย่างจริงจังขึ้น จนสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ฝรั่งจึงถอนหายใจได้อีกหนึ่งเฮือก หลังจากนั้น

ปัญหาที่สี่ : เรื่องการฟ้องร้องทางศาลที่ติดตามมา

ปัญหานี้ฝ่ายต่อต้านยื่นฟ้องคดีต่อศาลและขอให้ศาลสั่งฉุกเฉินระงับกระบวนการถ่ายทำ

ตรงนี้เองที่ฝรั่งบางคนถอดใจนึกอยากกลับบ้าน แล้วคิดไปหาที่ใหม่ดีกว่า

แต่ศาลไม่สั่งฉุกเฉิน เพียงแต่ให้พิจารณาคดีไปตามการนัดหมายคดีทั่วไป

หลังจากที่ฟังคำสั่งศาลในยกแรกแล้ว ฝรั่งก็ยอมกัดฟันที่จะสู้อีกต่อไป เพราะฉะนั้นปัญหานี้จึงยังไม่สิ้นสุด แต่ยังคงดำเนินไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรมที่ยังเป็นความหวังได้อย่าง หนึ่งของประเทศไทย

ปัญหาที่ห้า : เรื่องการเกาะติดในเชิงปรปักษ์ของสื่อบางสื่อ

ปัญหานี้แม้วิญญาณไดโนเสาร์ของผม เรื่องแมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกันเอง จะมีอยู่ในตัวผมก็ขี้เกียจพูดว่าสาเหตุของปัญหานี้คืออะไร

เพียงแต่ที่ผมจะเน้นว่า นี่ก็คือปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งไม่ส่งผลเฉพาะกับฝรั่งกลุ่มนี้เท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่กำลังลามขึ้นไปเป็นปัญหาอีกหลายปัญหาในประเทศไทยในขณะนี้

ปัญหาการทำหนังสือพิมพ์ด้วยนโยบายเกาะติดด้วยความเห็นของตนแต่ฝ่ายเดียว และเสนอข่าวแต่ในเชิงปรปักษ์อย่างนี้

แม้สื่อบางสื่ออาจจะไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรนัก แต่คนที่ทำมาหากินด้วยอาชีพสื่อมากกว่าสามสิบปีในชีวิตอย่างผม ค่อนข้างวิตกว่า ในอนาคตความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนที่จะมีต่อสื่อ จะค่อยๆ จางลงไป

สักวันหนึ่ง คนอาจจะอ่านสื่อเหมือนอ่านไปเซียมซีที่เก็บตกได้จากริมถนนร้างๆ ที่ไหนสักแห่งหนึ่งก็ได้

แล้วประโยชน์ของสื่อสารมวลชนจะอยู่ที่ตรงไหนก็คิดดูเอาเองก็แล้วกัน

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่ห้านี้นำไปสู่

ปัญหาที่หก : เรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ จุดที่มีการถ่ายทำ

ปัญหานี้ ถึงจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก แต่ก็เป็นปัญหาที่คนหน้าบางและไม่ชอบให้ใครด่าลับหลังอย่างผม ค่อนข้างจะถือเป็นปัญหาอย่างหนึ่งเหมือนกัน

กล่าวคือ หลังจากที่เป็นข่าวมากขึ้น หรือยิ่งมีข่าวเรื่องการต่อต้านต่อเนื่องอยู่นั้น ผลจากการนั้นก็นำไปสู่พฤติกรรมอย่างหนึ่งซึ่งแต่ก่อนนี้คนไทยโบราณที่ถือคติ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับจะไม่ทำเช่นนี้อย่างเด็ดขาด

พฤติกรรมนั้นก็คือการ “แบมือเรียกร้อง” กับฝรั่ง เพื่อให้เกิดการ “จำใจควักจ่าย” ในเรื่องแทบทุกเรื่องและในกรณีแทบทุกกรณี ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกจุดนี้แม้จะไม่นับรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่พิเศษอยู่แล้วในตอนต้น อาทิ

- ของที่ซื้อใช้ในกองถ่ายทุกชนิด ล้วนมีราคาแพงกว่าปรกติหลายเท่าโดยทั่วไป
- ค่าขนส่ง ซึ่งไม่ถูกอยู่แล้วก็ต้องเพิ่มความแพงขึ้นอีก จากค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
- ค่าก่อสร้างต่างๆ ที่บางจุด “คนในพื้นที่” ขอรับเหมาทำเอง ภายใต้หลักการเรื่องการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของคนในท้องถิ่นของรัฐธรรมนูญ ไทย

แต่ พอมาถึงหนังเรื่องนี้ ค่าใช้จ่ายหลังจากกองถ่าย “เป็นข่าว” โด่งดังขึ้นมาแล้ว ก็เกิดค่าใช้จ่ายแปลกๆ ขึ้นมาอีก อาทิ ค่าใช้จ่ายในการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลประสานงานค่าใช้จ่ายที่ถือเป็น “สินน้ำใจ” ให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ ข้าวของเครื่องใช้บ้าง ค่าชุดกีฬาบ้าง ค่าโฆษณาหนังสือพิมพ์ประจำปีบ้าง ค่างานบุญการกุศลบ้าง

ค่าใช้จ่าย “ดับเบิ้ลพิเศษ” ต่างๆ เหล่านี้ แว่วมาเข้าหูผมบ่อยๆ ทั้งๆ ที่ผู้รับผู้จ่ายจะพยายามปิดๆ บังๆ อยู่บ้าง แต่ผมก็ยังได้ยินได้พบได้เห็นด้วยความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ทราบว่าบางเรื่องฝรั่งคงต้อง “จำใจจ่าย” เมื่อมีผู้ “ตั้งเบิก” ด้วยความรู้สึกที่ดูแคลนอยู่ในใจ

คนบางคนอาจเห็นเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปรกติ แต่ในกรณีที่หนังเรื่องนี้ถูกจับตามองในความยิ่งใหญ่เกินปรกติ

ผมอายที่คนไทยบางคนมีพฤติกรรมเช่นนี้ และโกรธด้วยที่ได้ยินฝรั่งบางคนนินทาว่า สิ่งเหล่านี้คือคอรัปชั่น ที่กองถ่ายหนังกำลังเผชิญอยู่ในประเทศไทย

ปัญหาที่เจ็ด : ปัญหาเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่เกาะ

ปัญหานี้เป็นปัญหาพิเศษสำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ที่กรมป่าไม้มีเงื่อนไขให้กองถ่ายทำต้องปรับปรุงพื้นที่ใช้ให้กลับคืนสู่ใน สภาพเหมือนเดิมก่อนที่กองถ่ายจะเข้ามา

ผมทำหน้าที่ “ควบคุม” การถ่ายทำอยู่ที่จังหวัดกระบี่ ในระหว่างที่มีข้อกำหนดให้รื้อถอนต้นมะพร้าวจากเกาะ ผมได้ทราบ “ข่าวปล่อย” จากผู้สื่อข่าวภูมิภาคของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ว่ากรมป่าไม้เปลี่ยนใจจะให้เอาต้นมะพร้าวออกเหมือนที่เคยตกลงกัน

ด้วยความร้อนใจว่าข่าวนี้จริงหรือเท็จ ผมจึงแจ้งเรื่องนี้กับคุณสันต์ เปสตันยี เจ้าของบริษัทผู้ประสานงานฝ่ายไทย

แล้วเราก็ชวนกันไปสืบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ด้วยกัน ผลปรากฏว่าข่าวนี้ไม่จริง เพราะทุกอย่างยังยืนยันเหมือนเดิม คือกองถ่ายต้องเอามะพร้าวออกไป

ในวันที่เราลงไปดูเกาะด้วยกันนั้น การขุดมะพร้าวขึ้น ตัดทางมะพร้าว ฟันใบ ทอนต้น แล้วมัดรวมกันไว้เป็นกองๆ เพื่อเตรียมส่งกลับตามเงื่อนไขของกรมป่าไม้นั้น ดำเนินไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว

แต่ในขณะนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็พาดหัวข่าวว่า “เดอะ บีช ใช้แบคโฮขุดมะพร้าว ทรายฟุ้งกระจาย ไร้เจ้าหน้าที่ดูแล”

ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ผมเห็นทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ปัญหานี้ผ่านไปโดยมีอุปสรรคให้ประสาทกินเล็กน้อย

เรื่องแพที่นัดหมายว่าจะมาขนซากมะพร้าวนั้น เกิด “ขัดข้องทางเทคนิค” ด้วยเครื่องเสีย การขนจึงคลาดเคลื่อนจากเวลาที่กำหนดไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้อะไรเสียหาย

การปรับปรุงพื้นที่เกาะตามเงื่อนไขที่กรมป่าไม้ระบุก็ยังคงดำเนินการได้ต่อมา

ถึงตอนนี้ ปัญหาเรื่องเกาะหลังการถ่ายหนังกลายเป็นปัญหาระหว่างกรมป่าไม้กับเจ้าพ่อใน พื้นที่ ดังที่ผมกล่าวมาแล้ว ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

พอเข้าสตูดิโอ การถ่ายทำก็ดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเรื่องราวอะไรนัก แต่ถึงกระนั้นก็ดี ปัญหาก็ยังมีต่อมาอีกยังไม่สิ้นสุด

ปัญหาที่แปด : ปัญหาเรื่องการเสียภาษีอากรให้กับประเทศไทย

จากข่าวเรื่องดาราใหญ่ได้ค่าตัวในการแสดงครั้งนี้ ๗๐๐ ล้านบาท และจากข่าวกองถ่ายทำใช้เงินในการถ่ายทำในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ล้านบาทที่ประมาณการกันมา

ข่าวเหล่านี้ทำให้สรรพากรไทยหูผึ่ง ฝันถึงรายได้ที่ฝรั่งควรจะต้องจ่ายให้ไทยได้บ้างสำหรับการทำงานในประเทศไทย

และด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีของไทยในขณะนี้มีทั้งสรรพากรจากส่วนกลาง สรรพากรเขต สรรพากรพื้นที่ กองถ่ายจึงมีโอกาสได้รับ “คำเตือน” และ “การเยี่ยมเยือน” ตลอดจนถึง “การฝากความหวังดี” จากเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเสมอ

ว่าการถ่ายทำภาพยนตร์ของฝรั่งครั้งนี้ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องส่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อการประเมินภาษีที่ถูกต้อง ไม่ให้มีการหลบเลี่ยงกันได้ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งหรือไทย ผู้ใดขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงจะได้รับโทษ อาจถึงขั้นกักตัวไว้ไม่ให้กลับบ้านก็ได้ ในกรณีที่เป็นฝรั่งไม่ว่าจะเป็นดาราใหญ่โตเพียงใดก็ตามที

แน่นอนว่าการสื่อข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ มีทั้งเจตนาดีและเจตนาร้าย และเรื่องของการเรียกภาษี การเลี่ยงภาษี ก็เป็นเรื่องที่ทั้งฝรั่งทั้งไทยล้วนมีประสบการณ์ที่ดีร้ายมาด้วยทั้งนั้น

ปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ การไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนและเป็นที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่ายว่าควรจะจ่ายกันอย่างไร

และปัญหาเรื่องท่าทีของเจ้าหน้าที่บางคนที่ผมไม่แน่ใจว่ากำลังทำหน้าที่ “เรียกภาษี” หรือ “กรรโชกภาษี” ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ผมยอมรับว่า ขณะที่เขียนนี้ผมยังไม่ได้ความจริงที่ชัดแจ้งว่าในที่สุดแล้ว ปัญหานี้ลงเอยได้อย่างไร

แต่อย่างไรก็ดี นี่เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่ฝรั่งคุยกันแล้ว ผมแอบฟังมาได้ว่า การถ่ายหนัง “เดอะ บีช” ในเมืองไทย มีอะไรบ้างที่ฝรั่งคงไม่ลืมไปอีกนานเท่านาน

นำเสนอปัญหามามากมายพอสมควรแล้ว ก็เห็นจะต้องถึงบทสรุปกันเสียทีว่า เรื่องทั้งหมดนี้จะพิจารณากันอย่างไร

แน่นอนว่าเรื่องของการที่ฝรั่งเข้ามาถ่ายทำหนังในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่ของใหม่ เป็นสิ่งที่ฝรั่งทำกันมานานแล้ว

หนังดังๆ หลายเรื่อง อาทิ เจมส์ บอนด์ (หลายตอน) Deer Hunters, Good Morning Vietnam, Cutthroat Island, Mortal Combat, Bright Shining Line ทุกเรื่องเป็นการสร้างของบริษัทยักษ์ที่มีขบวนการไม่ด้วยกว่าเรื่องนี้ทั้ง นั้น

แต่เกือบทุกเรื่องล้วนเริ่มต้นการดำเนินการ และลงท้ายไปอย่างไม่มีปัญหามากนัก ยกเว้น Mortal Combat เรื่องเดียว ที่มีการประท้วงเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็เคลียร์กันรู้เรื่อง แล้วทุกครั้งฝรั่งก็ยกทัพกลับไป ทิ้งเงินค่าใช้จ่ายไว้ที่เมืองไทยมากโขอยู่ จากนั้นฝรั่งก็ไปวัดดวงเอาเองว่า หนังนั้นจะได้เงินหรือไม่ได้เงิน ในเวลาที่หนังออกฉายกันอีกที

แต่ครั้งนี้ดูจะเป็นครั้งแรกที่การถ่ายทำหนังของฝรั่งมีปัญหามากมาย แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่เคยถ่ายมา

ความโด่งดังนั้นเริ่มตั้งแต่มีดาราคนดังของโลกมาแสดงเป็นตัวเอกในเรื่อง แล้วก็ดังด้วยเหตุที่การถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องล้วนถ่ายทำในประเทศ ไทย

คนมองโลกในแง่ดี คาดว่าหนังเรื่องนี้จะถ่ายวิวประเทศไทยออกมาได้สวยงาม อันน่าจะเป็นผลพลอยได้ที่ภาพของประเทศไทยอาจจะไปปรากฏแก่สายตาชาวโลกได้ หากหนังเรื่องนี้เกิดดังไปทั่วโลกขึ้นมา

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า หนังเรื่องนี้จะทำเงินได้หรือเปล่า

และฝรั่งจะเข็ด หรือไม่เข็ดประเทศไทย

ฝ่ายที่สนับสนุนการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ ก็ได้แต่ลุ้นให้หนังเรื่องนี้ทำเงิน ฝรั่งจะได้ไม่เข็ด และคิดมาถ่ายหนังในประเทศไทยอีก

ส่วนฝ่ายที่ต่อต้าน จะคิดอย่างไรผมไม่อาจเดาได้เหมือนกัน

ในฐานะฟิล์มบอร์ด ซึ่งได้รับรู้ทุกข์สุขของหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นจนจบ ผมห่วงอยู่แต่นโยบายของรัฐบาลเรื่องการสนับสนุนให้มีการถ่ายทำหนังในประเทศ ไทย

นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดีในด้านการส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศไทย

เป็นนโยบายที่ ททท. หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยถือเป็นแผนการตลาดอย่างหนึ่งของการท่องเที่ยวของประเทศไทย

แต่นโยบายนี้จะประสบความสำเร็จหรือก่อให้เกิดสัมฤทธิผลแค่ไหน ถ้าต่อไปในอนาคตหนังดังๆ ทุกเรื่องจะต้องเจอกับปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา

ปัญหาเหล่านี้ไม่มีใครสามารถจะแก้ได้แต่เพียงฝ่ายเดียว และการปรับปรุงแก้ไขจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายจะคิดว่า ความเห็นของตนเท่านั้นที่ถูกที่สุดยิ่งกว่าใคร


ช่วยกันรักเมืองไทยให้มากกว่ารักตัวเองเถอะครับ บางทีประเทศไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

แล้ว งานอัน “เหนื่อยแทบเลือดตากระเด็น” ของลูกชิ้นนี้ก็สิ้นสุดลงไปด้วยความวิบากยากเย็น ลูกเล่าว่าบางวันต้องนั่งเรือเล็กไปจากเกาะพีพีดอนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเอา อาหารและน้ำไปส่งให้คนงานที่เกาะพีพีเล ถ้าคลื่นลมสงบก็ไม่เป็นไร แต่บางทีคลื่นก็ใหญ่ เราก็จำเป็นต้องนั่งเรือไปทั้งๆ ที่เรือลำเล็กนิดเดียว เพราะเรือโดยสารลำใหญ่ไม่มี ไม่ไปก็ไม่ได้ ลูกน้องไม่มีอะไรกิน

ถึง ตอนที่ทำสะพานไม้เลียบชายเกาะ ให้ฝรั่งเดินได้สะดวกไม่ต้องลุยน้ำ ลูกก็ทำไว้อย่างบรรจง ท่านปลอดประสพพูดว่า “สะพานนี้แหละผมอยากได้มานานแล้ว เท่ากับเรายืมมือฝรั่งให้เขาสร้างให้เรา” ก็ถูกกรมเจ้าท่าสั่งรื้อหลังจากการถ่ายทำภาพยนตร์เสร็จแล้ว

เมื่อทำภาพยนตร์เสร็จแล้ว แม่ก็ถามลูกไปว่า ต่อไปนี้จะไปทำอะไรอีก ลูกตอบแม่ว่ามีเจ้าของโรงแรมใหญ่บนเกาะพีพี (คือคุณวิชชุดา จันทโร) เขาเห็นลวดลายฝีมือการทำงานของลูก เขาจะจ้างลูกปลูกสร้างโรงแรม ก็ดีเหมือนกันลูกจะได้มีงานทำต่อ ไม่ต้องกลับกรุงเทพ

ถึง ตอนนี้โบโบ้ต้องเข้าเรียนแล้ว ที่นั่นไม่มีโรงเรียนอนุบาล เอาไปเข้าเรียนกับเด็กชาวเลที่นั่นก็ถูกรุ่นพี่รังแกบ่อยๆ เอาไปเข้าโรงเรียนดัลลิชที่ภูเก็ตก็เป็นปัญหาว่าบีจะต้องอยู่ภูเก็ตด้วย การไปโรงเรียนบีต้องเช่ารถไปรับไปส่งลำบากมาก แม่จึงเสนอว่าควรส่งตัวโบโบ้ไปอยู่กับย่าเป็นดีที่สุด

หลัง จากนั้นไม่นาน ปุกปุยก็เกิดตามมาอีกคนหนึ่ง แม่จึงว่าคนนี้แม่จะเลี้ยงเขาเอง ปล่อยลูกไว้ที่นี่ พ่อกับแม่ไปทำมาหากินโดยไม่ต้องกังวล ลูกก็ยังไม่อยากทำดังนั้น บอกแม่ว่า “มันลูกของผม ผมควรจะต้องรับผิดชอบ” แต่แม่ไม่เห็นว่าการหอบเอาลูกเล็กๆ ไปเลี้ยงที่นั่นไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเด็กเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีหมอ จะไปหาหมอทีต้องลงเรือใหญ่ไปถึงภูเก็ตโน่น กลางคืนก็เดินทางไม่ได้ ไม่มีเรือนั่นแหละ ลูกจึงตกลง

แล้วปุกปุยก็อยู่กับปู่ย่า ตั้งแต่ได้เดือนครึ่ง จนบัดนี้อายุ ๕ ขวบแล้ว

ปุกปุยไม่รู้จักความตาย จึงไม่รู้ว่าพ่อตายหมายความว่าอะไร รู้แต่ว่าต่อไปนี้พ่อจะไม่มาหาปุกปุยอีก

บางครั้งบางคราวที่นึกขึ้นมาได้ว่าพ่อยังไม่มาหาเลย ปุกปุยก็พูดว่า “พ่อทำอะไรอยู่นานจริง ป่านนี้ยังไม่มาเลย”

ย่าอาบน้ำให้ตอนค่ำๆ ก็เคยทดสอบความจำของปุกปุย ถามว่า “พ่อของปุยชื่ออะไรครับ”

“ชื่อ ทิวา นามสกุล ปั้นประเสริฐ”

“แล้วตอนนี้พ่ออยู่ไหนล่ะ?”

ปุกปุยนิ่ง สักประเดี๋ยวก็ตอบว่า “ก็พ่อตายไปแล้ว”

แต่มีอยู่วันหนึ่งพอถามว่าพ่อไปไหน ปุกปุยก็ตอบฉาดฉานว่า “พ่อเขายังไม่ตายหรอก”

“ยังไม่ตายแล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ”

“ก็อยู่กับแม่นั่นไง อยู่ที่บ้านแม่แหละ”

“บ้าน แม่” ของปุกปุยก็คือบ้านเล็กๆ ที่บีปลูกหลังจากเห็นว่ามีวัสดุก่อสร้างเหลือจากการปลูกบ้านเล็ก ๖ หลังนั้น พอที่จะปะติดปะต่อเป็นบ้านของตัวเองเพื่ออยู่อาศัย โดยปลูกต่อจากหลังแรกของบ้านเล็ก “รีสอร์ท” ที่ใครๆ เรียก ตรงที่ดินของแม่ หลังท้ายสุดติดกับรั้วของร้านถาวร พวกลูกน้องช่วยกันคิด ช่วยกันต่อเติมเสริมแต่งเป็นบ้าน ๒ ห้อง ยกพื้นสูงประมาณ ๕๐ ซ.ม. เท่าเสาเดิมที่ยังเหลืออยู่อีกหลายสิบต้น คราวนี้เป็นบ้านมีนอกชานกว้าง ลูกน้องตาไวมองไปในโรงเก็บไม้ของแม่ เห็นมีไม้มะค่ายาวๆ อยู่หลายแผ่นเป็นไม้พื้น ช่วยกันลากเอาออกมาไส ความยาวของมัน ๖ เมตร เอามาปูเป็นนอกชานสะสวย แม่เองเป็นเจ้าของไม้ลืมไปแล้วว่าเก็บไว้ดีไว้ใช้ปลูกบ้าน แต่เพราะไม่มีเงินปลูก ไม้นั้นจึงถูกทิ้งจนลืม บ้านหลังนี้จึงสะสวย มีนอกชานให้นั่งรับแขกและกินข้าว แล้วทุกคนก็ช่วยกันตกแต่ง แป้บทำการสลักพื้นปูนที่ปูรับบันไดให้เป็นลวดลายเหมือนไม้หมอนรถไฟ เอกสลักปูนที่พอกเสาปูนเตี้ยๆ ให้เป็นลวดลายโคนต้นไม้ ดูเก๋มากทีเดียว

แล้ว ก็กินเลี้ยงฉลองกันบนนอกชาน บีอพยพไปอยู่ตั้งแต่บ้านสร้างเสร็จ ตั้งชื่อมันว่า “บ้านสานฝัน” ซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าไปใส่ แต่งให้เรียบร้อย วางตู้เย็น ติดแอร์ แม่ให้ที่นอน ๖ ฟุตไปที่หนึ่ง ยกทีวีเข้าไปตั้ง

เมื่อ บอกบีว่า ปุยบอกย่าว่าพ่อยังอยู่กับแม่ไม่ไปไหน บีพูดว่า “อ๋อ เข้าใจละ ปุยมาเห็นรูปพ่อติดอยู่ที่จอทีวีนั่นแหละ จึงเข้าใจว่าพ่ออยู่กับแม่”

ก็ เป็นการดีที่บีได้มีบ้านอยู่เป็นอิสระ ห้องน้ำของบีมีต้นมะขามอยู่ข้างใน ไม่ได้โค่นทิ้ง เพดานห้องน้ำเป็นไม้ระแนงเฌอร่าที่ฝาติดกระจกบานใหญ่ ของตกแต่งในบ้านและหน้าบ้านเป็นของทางเมืองเหนือ มีคนชี้อยากเช่าอยู่หลายคนแต่ไม่ได้ให้เช่าเพราะบีตั้งใจจะปลูกเป็นบ้านส่วน ตัวและเอาไว้เป็นที่พักพิงของญาติที่มาเยี่ยม จะได้ไม่ต้องมาอยู่ปะปนกับแม่

หวังว่าด้วย “ญาณ” พิเศษ ลูกคงเห็นบ้านหลังนี้แล้ว

บีเอาน้องแบมไปอยู่กับเหมียวรวมกับน้องใหม่ซึ่งลูกคงรู้แล้ว น้องแบมต้องไปหาหมอตามที่หมอนัดเพื่อไปฝึกการเดิน การเคี้ยว และการพูด เพราะน้องแบมมีกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง เป็นเด็กที่ต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยให้เดินได้ พูดได้ และเคี้ยวอาหารได้ เพราะฟันกรามยังไม่ยอมขึ้น น้อมกับพลอยยังอยู่กับเหมียว เป็นพี่เลี้ยงให้เด็กทั้งสองคน นับว่าเหมียวรับภาระหนักพอสมควร

ถึงตอนที่แม่เขียนถึงลูกนี้ น้องแบมเดินได้แล้ว แต่ยังเดินไม่แข็งแรง ยังต้องอยู่ใกล้ๆ เวลาเขาเดิน ลูกคงดีใจขึ้นแล้วนะ สำหรับน้องใหม่นั้นเป็นเด็กแข็งแรงมาก กินเก่ง เคลื่อนไหวคล่องตัว ขณะนี้ก็เริ่มคลานได้แล้ว เหมียวรักเขาเหมือนลูก และจัดการเรื่องรับน้องใหม่เป็นลูกบุญธรรมไปเรียบร้อยแล้ว มีเจ้าหน้าที่ไปสอดส่องดูแลว่าเหมียวมีฐานะเป็นอย่างไร เลี้ยงลูกใหม่ดีหรือไม่ สอบถามการเลี้ยงดูจากพี่เลี้ยงพอสมควร คิดว่าคงไม่มีปัญหา ลูกไม่ต้องห่วงน้องใหม่เลย ถ้ามีวันหยุดราชการติดต่อกัน ๓ วัน เหมียวจะขับรถพาหลานทั้งสองและพี่เลี้ยงไปหาแม่ ให้แม่ได้ชื่นใจกับหลานทั้งสอง

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม่ก็ยังมีความรู้สึกว่า แม่ “ขาด” อะไรบางอย่างในชีวิตไป สิ่งที่แม่ขาดนี้แม่ก็ยังไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาทดแทนได้

ก็เพราะเหตุนี้นี่แหละจึงทำให้แม่ต้องลุกขึ้นทำอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นที่ระลึกและเป็นสักขีพยานว่าครั้งหนึ่งแม่มีลูกชายคนหนึ่งซึ่งแม่ ฟูมฟักเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่แรกเกิด กินนมแม่ไม่ยอมกินนมขวด เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ชอบกล้วยน้ำว้า เมื่อเล็กๆ ขี้อาย ติดแม่ ติดป้าแหวนพี่เลี้ยง เมื่อโตไปโรงเรียนก็ว่านอนสอนง่าย สอนให้ทำเลข คิดเลขได้คล่องแล้ว แม่ไปบอกครูใหญ่ว่า ลูกฉันคิดเลขเป็นแล้ว ขอให้เขาเลื่อนไปอยู่ ป.1 เถอะ ครูผู้สอนคงจะได้ทดสอบพอสมควร เห็นว่าแม่พูดความจริง จึงเลื่อนลูกให้ขึ้นไปอยู่ ป.1 และลูกก็เรียนไปกับเขาได้ ไม่ไปถ่วงความเจริญของห้อง

ด้วยเหตุนี้ลูกจึงอายะน้อยกว่าเพื่อน เมื่ออยู่ชั้นประถามของโรงเรียนมานะวิทยา “โผน กิ่งเพชร” ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเราขณะนั้น เมื่อจบชั้นประถามจากที่นี่แล้วแม่จึงเอาลูกไปเข้าโรงเรียนหัวหินที่แม่ สอนอยู่ ลูกได้อยู่ห้องคิง มีเพื่อนร่วมรุ่นที่ชอบพอกับทิวามาก จบ ม.ศ. ๓ จากโรงเรียนแม่แล้วจึงได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่นี่

ลูกไปเรียน ม.ปลาย ที่ดรุณพิทยา ไม่ไกลจากบ้านน้ามารถ และอยู่รวมกับแหม่มและเหมียว นี่แหละที่ลูกต่อว่าว่าทำไมแม่ไม่เคยไปดูแลลูกเลย เพราะแม่เห็นว่า ลูกอยู่ในที่ๆ อบอุ่น แวดล้อมด้วยพี่ๆ และวงศ์ญาติ แม่จึงไม่เป็นห่วงลูก

เมื่อจบ ม.ปลาย ลูกผิดหวังว่าสอบเข้าจุฬาฯ เหมือนพี่ๆ ไม่ได้ จึงขอเข้าเรียนนิติศาสตร์ที่รามคำแหง เรียนอยู่ได้ปีเดียวก็ไปสมัครเข้าเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ในคณะสถาปัตยกรรม แล้วขออนุญาตไม่เรียนนิติศาสตร์ แต่เรียนสถาปัตย์แทน ซึ่งแม่ก็ไม่ได้ขัดข้องเพราะได้บอกแล้วว่าอนุญาตให้ลูกทุกคนเรียนต่อในวิชา ที่ตนถนัด จะไม่บังคับลูกให้เรียนโน่นเรียนนี่ตามใจแม่ เพื่อลูกทุกคนจะได้ไปประกอบอาชีพตามความถนัดของตน

แล้วแม่ก็ได้พบว่า วิชานี้ผู้เรียนต้องใช้เงินมากกว่าอักษรศาสตร์หรือนิติศาสตร์ แต่แม่ก็ไม่เคยบ่น

แล้วลูกก็ได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มสติกำลัง ศึกษาจนจบเอาหนังสือวิทยานิพนธ์มาฝากแม่เล่มหนึ่ง และปริญญาเกียรตินิยมมาให้แม่ แม่เก็บปริญญาฉบับนั้นไว้อย่างดีจนทุกวันนี้

เมื่อลูกรับงานสร้างโรงแรมจึงได้ปลูกที่พักสำหรับคนงานและสำหรับตัวเองกับ ครอบครัว อยู่ในสถานที่ๆ เจ้าของโรงแรมจัดให้ปลูก จึงดูดีขึ้นไม่ต้องไปเช่าบ้านเขาอยู่ ได้ขยายกิจการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ได้ปลูกโรงแรมและบังกะโลมากมาย ฝากฝีมือไว้ให้ใครๆ ได้เห็นความสามารถ ลูกชมคุณวิชชุดา (ท่านประธาน อบต.) ว่าเป็นคนสปอร์ต เบิกเงินเท่าใดไม่เคยว่า เพราะทราบว่าลูกทำงานจริงๆ ไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยม

ถึงตอนนี้ลูกมีคนงานอยู่ในบริษัทถึง ๒๐๐ กว่าคน แคมป์ของลูกจึงสร้างยาวเหยียดไปตามชายหาดของเกาะ แต่เดิมมันเคยเป็นพื้นที่สำหรับกองขยะ ต้องไปเคลียร์พื้นที่เอาขยะออก แล้วจึงสร้างแคมป์ คนงานของลูกอยู่กันอย่างสบายถูกสุขลักษณะ นี่แหละคือนิสัยของลูก

แหม่มกับเหมียวเคยมารับพ่อแม่กับโบโบ้และปุกปุยไปหาลูกถึงพีพี ขึ้นเครื่องบินไปลงภูเก็ตให้ลูกมารับที่ภูเก็ต แล้วพาไปลงเรือที่ท่าเรือ นั่งเรือต่อไปจนถึงเกาะ แม่จึงได้เห็นความเป็นอยู่ของลูกว่าลูกต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใดในการทำ งานกว่าจะได้ผลงานเป็นที่พอใจของนายจ้าง กว่าชีวิต ฝากโชคชะตาไว้กับลูก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมลูกจึงกลับหัวหินไม่ได้บ่อยๆ ลูกเคยปรารภกับแม่ว่า ถ้าหมดงานก่อสร้างบนเกาะแล้ว ลูกจะไปหาที่สักแปลงหนึ่งปลูกบ้านอยู่ที่ภูเก็ต เอาลูกทั้งหมดไปอยู่ด้วยแล้วจะรับงานก่อสร้างแถวนั้น ลูกจะได้ไม่ต้องโหยหาถึงลูกทั้งหมด และจะเลิกรบกวนแม่เพราะแม่เป็น “ผู้ให้” มานานแล้ว ลูกควรจะรับภาระนั้นเสียที

แต่ลูกยัง “ไปไม่ถึงดวงดาว” ตามที่ลูกวาดความหวังไว้ มัจจุราชผู้โหดร้ายก็มาคร่าเอาชีวิตลูกไปเสียก่อน ด้วยวัยเพียง ๔๑ ปี ความหวังที่ตั้งใจว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเป็นความมั่นคงของครอบครัวจึง ต้องพังพินาศอย่างไม่มีชิ้นดี

ลูกทั้งสี่ของลูกยังเล็กนัก เล็กเกินกว่าที่จะรับรู้ว่าความตายคืออะไร และวันต่อไปข้างหน้าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าทุกวันนื้เขามีปู่ย่า มีป้าทั้งสอง และแม่ เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูอบรม หาอาหารให้กิน พาไปโรงเรียน ปู่และย่าเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดที่สุดสำหนับโบโบ้และปุกปุย ส่วนน้องแบมกับน้องใหม่ผู้ไม่รู้เดียงสาที่สุดอยู่กับป้าเหมียว และต่อไปวันหน้าเมื่อแม่เสร็จภารกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างแล้ว น้องแบมจะต้องไปอยู่กับแม่ ส่วนน้องใหม่จะเป็นลูกป้าเหมียว มีป้าเหมียวเป็นแม่ให้ความอุปการะเลี้ยงดูเท่ากับแม่จริงๆ คนหนึ่ง

เราทั้งห้าคนผู้อยู่เบื้องหลัง ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดที่จะเลี้ยงดูลูกทั้งสี่ของลูกให้มีชีวิตที่ดี มีการศึกษา มีฐานะเท่าเทียมกับคนอื่น มีสุขภาพที่ดี และเป็นคนดีของสังคมด้วย

ลูกได้ผ่านมรสุมอันเลวร้ายของชีวิตมามากมาย ผ่านความผิดหวัง ผ่านความตกระกำลำบากอันไม่น่าจะเชื่อว่าจะทนได้มาหลายครั้ง เคยเล่าให้แม่ฟังครั้งหนึ่งว่า นั่งเรือคุมอุปกรณ์การก่อสร้างจะเอาไปที่เกาะ “ทั้งลำมีผมนั่งอยู่คนเดียว ผู้โดยสารอื่นๆ ไม่มี เพราะคลื่นแรง แต่ผมจำเป็นต้องไป ถ้าไม่ไปงานผมก็ชะงัก ลูกน้องก็คอยผม” ลูกช่างอดทนจริงๆ ที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค หรือไม่คิดน้อยใจในโชคชะตาจะทำแต่งานอย่างเดียว ขอให้ได้มาซึ่งเงินที่หายากแต่ใช้ง่ายของลูกเท่านั้น

มา หาลูกๆ แต่ละครั้งก็หอบเอาของเล่นของกินมามากมาย ให้สมกับความคิดถึงลูกแต่ไม่มีเวลามาหา มาครั้งหนึ่งก็อยู่ได้เพียง ๒-๓ วัน ก็ต้องรีบกลับไปทำงานอีก จนกระทั่งถึงเวลาจากไป แม่คิดว่าลูกก็ยังไขว่คว้าหาลูกๆ ด้วยความโหยหาแต่ไม่สมหวัง ช่างอาภัพจริงๆ ลูกเอ๋ย ลูกจึงต้องวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ไม่ไปไหน

บาง คืนตีสามกว่าๆ แม่ตื่นแล้วนอนไม่หลับ ก็นอนคิดถึงลูกเรื่อยไปจนกว่าจะสว่าง ได้เวลาลุกขึ้นทำงานจัดเครื่องแต่งตัวให้หลาน หุงข้าวทำกับข้าวแล้วปลุกหลานทั้งสองให้รีบตื่น อาบน้ำแต่งตัวและกินอาหาร เตรียมตัวไปโรงเรียน โดยปู่เป็นผู้ขับรถพาไป ตกเย็นปู่มีหน้าที่ไปรับหลาน ย่าก็เข้าครัวทำอาหารอีก ให้หลานกินข้าวเย็นแล้วก็เอาตัวมาอาบน้ำแต่งชุดนอนให้ สอนหนังสือ ควบคุมให้ทำการบ้าน สอนเลขให้ พอใกล้จะหลับโบโบ้ก็จะหัดพูดและฟังภาษาอังกฤษจากย่า ปุกปุยจะเป็นผู้ลุกขึ้นมาบอกว่า สามทุ่มแล้วได้เวลานอนแล้ว นั่นแหละย่าก็จะปิดไฟ ปุกปุยนอนกับปู่ โบโบ้นอนกับย่าใน “บ้านเล็ก” ที่ลูกปลูกให้เด็กทั้งสองอยู่ ปู่นอนหลังแรก ย่านอนหลังที่สอง เราอยู่ใกล้กันเพียงหน้าต่างกั้น ลูกคิดถูกที่ปลูกบ้านหลังเล็กนี้ บ้านเล็กก็จริง แต่นอนได้หลายคนเพราะความยาวของมันพอ การมีหิ้งหลายๆ หิ้งก็เป็นประโยชน์ในการเก็บของ ทุกวันนี้พ่อกับแม่นอนกับหลานในบ้านหลังนั้น ไม่ได้ขึ้นไปนอนบ้านหลังใหญ่เพราะการขึ้นบันไดเป็นความลำบากอย่างหนึ่งในวัย ของพ่อและแม่ จึงพูดไว้ว่าลูกคิดถูก ที่ปลูกบ้านที่ “ไม่เหมือนใคร” หลังนี้

แม่ บอกกับบีว่า ถ้าเจ้าหนี้เขาทวงเงินก็ขอให้เขา “ริบ” ทรัพย์สินของลูกไปเท่าที่เขาจะทำได้ เพราะเราคงไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาใช้เขาได้ ส่วนที่คนอื่นเขาเป็นหนี้ลูกนั้นก็ขอให้บีคอยทวงถาม เมื่อเขาพ้นจากภาระการสูญเสียมีกำลังลุกขึ้นประกอบการค้าขายได้เขาคงมาเงิน มาใช้หนี้เราได้บ้าง แม้มันจะเป็นความหวังที่เลือนรางแม่ก็ยังอยากจะหวัง เพราะหยาดเหงื่อแรงงานของลูกรวมทั้งทุนรอนที่ใช้ไปก็ควรจะได้เงินคืนมาบ้าง ไม่มากก็น้อย

แม่ ไม่รู้ว่าตอนนี้ลูกนอนอยู่ที่ไหน อยู่ที่ก้นบ่อบำบัดน้ำเสียเหมือนที่ตอนลูกไปเข้าฝันบีว่าลูกอยู่ก้นบ่อนั่น แหละ แต่ตู้กระจกทับขาลูกอยู่ แล้วพวกหน่วยกู้ภัยที่ขนเอาเครื่องมือจักรกลเข้าไปมากมายก็ยังค้นหาศพลูกไม่ พบ ทั้งๆ ที่ศพของลูกน้องหลายสิบคนถูกยกขึ้นมาจากบ่อนั้น

หรือ ลูกจะถูกกองดินกองทรายอันถูกพัดด้วยกระแสคลื่นยักษ์มาทับถมเมื่อไม่รู้ ตำแหน่งแห่งที่ เขาก็กู้ให้ไม่ถูก ลูกก็เลยนอนจมอยู่ตรงนั้น จะลึกเท่าใดแม่ก็สุดจะเดาได้

หรือ คลื่นยักษ์จะซัดลูกออกไปทะเล ไกลแสนไกลเกินจะคาดคิด นานวันเข้าจะเป็นอาหารของสัตว์ทะเล หรือจมร่างดิ่งอยู่ก้นมหาสมุทรอันลึกสุดจะหยั่งนั้น

หรือหน่วยกู้ภัยเขากู้ศพลูกขึ้นมาได้แล้ว แต่ทั้งลูกน้องที่เฝ้ารอดูศพก็ดูไม่ออกว่าเป็นศพลูก เขาจึงบอกว่ายังไม่พบศพคุณทิวาเลย

แม้ แต่เหมียวเองกับพี่นิดก็ยังบอกว่ายังรับไม่ได้ว่าเป็นศพของลูก เพราะมันหลายวันแล้ว หน้าศพอาจจะเปลี่ยนแปลงไป จนแม้แต่คนใกล้ชิดก็ยังจำไม่ได้

หรือพวกที่เขากู้ได้อาจจะคิดว่าเป็นศพชาวต่างประเทศ เพราะรูปร่างของลูกสูงใหญ่ใกล้เคียงกับชาวตะวันตก เลยส่งศพให้กับชาวต่างประเทศไป

ช่างกระไร บนนอกชานเดียวกันๆ จ๋า ลูกน้องของลูกเขาก็พบศพแล้ว แต่ไม่มีญาติมารับไป น่าสงสารจ๋าจริงๆ สมนึกที่อยู่แคมป์ถัดจากลูกก็ยังหาศพไม่พบ สงกรานต์ที่อยู่นอกชานเดียวกับลูกเขาก็หาศพได้แล้ว มันมีอะไรบดบังศพลูกอยู่แม่อยากรู้นัก

ลูก จะนอนอยู่ตรงไหนก็ตาม แต่แม่เชื่อว่า วิญญาณของลูกล่องลอยมาได้ไกลเท่าที่ลูกจะใฝ่ฝัน ลูกยังอยากพบลูกเมีย อยากมาหาพ่อแม่และพี่ทั้งสอง แม่ก็อยากภาวนาให้การพิสูจน์ DNA ของเจ้าหน้าที่เขาได้พิสูจน์จนพบศพของลูก แล้วส่งข่าวบอกแม่ให้แม่มารับศพลูกไปบำเพ็ญกุศลเสียโดยเร็วก่อนที่แม่จะหมด โอกาส

ทุกวันนี้ถ้าตื่นขึ้นตอนตีสาม ก็แปลว่าไม่ต้องหลับอีก เพราะแม่จะนอนคิดถึงลูกเรื่องไปจนกว่าจะสว่าง ได้เวลาทำงานของแม่

โบ โบ้กับปุกปุยเป็นเพื่อนในยามทุกข์ของแม่ โบโบ้นั้นไปเรียนเทควันโด้พิเศษในบ่ายวันเสาร์ และวันอาทิตย์ แม่อยากเห็นโบโบ้เป็นเด็กแกร่งกล้า ไม่ใช่เด็กผู้ชายติ๋มๆ ความคิดอันนี้ตรงกันทุกคน เราจึงให้เขาไปเรียนวิชานี้กับเรียนคอมพิวเตอร์พิเศษในวันเสาร์ตอนเช้า เพราะโบโบ้ชอบคอมฯ มาก

ปุกปุยกำลังอ่านหนังสือออก การอ่านนั้นน่ารักมาก เพราะส่งเสียงดังเวลามั่นใจ และไม่ขี้เกียจเรียน

ขอให้ลูกหลับสบายเถิด อย่าวิตกกังวลถึงลูกทั้งสี่ เขาอยู่ในที่ๆ อบอุ่น สุขสบาย มีของกินเล่นอุดมสมบูรณ์ แม่หวังว่าเขาจะเติบโตเป็นเด็กดี เรียนดี และมีความประพฤติที่ดี

แม้ว่าเขาจะขาด “พ่อ” แต่พวกเราได้ “เติม” ความขาดนี้ให้เขาเต็มแล้วอย่างสุดความสามารถ

แล้วลูกก็ไม่ต้องห่วงพ่อ ตอนนี้พ่อกินได้แล้ว ทุกอย่างคืนสู่สภาพเดิมแล้ว ขับรถได้แล้วด้วย

เราทุกคนรอคอยวันที่ทางการเขาจะโทรมาหาแม่ บอกว่าศพที่พบ Match กับ DNA ของแม่แล้ว ขอให้มีวันนั้นเถิด

แม่ จะแจกหนังสือเล่มนี้ให้ทุกคนที่มาร่วมงานในวันนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ เป็นที่ระลึกว่า ลูกยังเป็นที่รักและคิดถึงของทุกคน และทุกคนยังอาลัยห่วงหาอาวรณ์ลูกอยู่

และ แม้แต่เพื่อนฝูงและญาติที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ แม่ก็จะแจกให้เช่นเดียวกัน แม่อยากให้ทุกคนรับรู้ถึงความรักและความอาลัยที่แม่มีอยู่ต่อลูก

จดหมาย ฉบับนี้ออกจะยืดยาวพอสมควร แม่อยากจะเขียนให้มากพอกับความรู้สึกอยากเขียนถึงลูก แต่จะเขียนให้มากสักเท่าใดก็คงยังไม่พอกับความต้องการของแม่หรอก

ถ้า บุรุษไปรษณีย์เขาสามารถหาลูกได้พบและส่งจดหมายฉบับนี้ให้ลูกได้ ลูกก็คงได้รับรู้ถึงความเศร้าโศกของแม่ว่ามีมากเพียงใด มันเป็นความสูญเสียอย่างมหาศาลในชีวิต ๗๓ ปีของแม่ คงจะไม่มีความสูญเสียใดๆ เท่ากับครั้งนี้อีกแล้ว

แม่ ใช้เวลาหลายวันในการเขียนถึงลูก ค้นหาภาพเก่าๆ ของลูก ภาพในอดีตที่ไม่หวนกลับคืนมาให้แม่เห็นอีกแล้ว แม่จะเขียนบรรยายความรู้สึกสักเท่าใดก็ยังไม่พอกับความทุกข์ของแม่

หลับ ให้สบายเถิดลูกรัก ชาติหน้าถ้ามีจริงขอให้เราได้ไปเกิดเป็นแม่ลูกกันอีก แม่จะไม่ทำร้ายจิตใจลูกให้ลูกต้องร้องไห้อีก แม่ต้องขอโทษลูกที่ตีโบโบ้ ดุด่าโบโบ้ ว่ากล่าวโบโบ้ต่อหน้าลูก นั่นเพราะแม่เกิดโทสะไป

ขอให้วิญญาณอันบริสุทธิ์ของลูก ได้ไปสู่สุคติในสัมปรายภพนั้นเทอญ

จากแม่
วิไล ปั้นประเสริฐ
๙ สิงหาคม ๒๕๔๘

Share this:

CONVERSATION