image1 image2 image3

ร่วมอนุรักษ์ ป่าทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง | ร่วมเป็นแรง พัฒนา ป่าตะวันตก | ร่วมอุดมการณ์ วาดฝัน ให้ป่าปรก | ร่วมสืบสาน ป่ามรดก โลกและไทย

ปักหลักที่เขื่อนเขาแหลม โครงการสร้างด่านตรวจทางน้ำ ห้วยบีคลี่ ตอนที่ ๒



เมื่อตะวันเริ่มบ่ายคล้อย "น้าป้อม" จึง หยุดเรือแล้วเทียบแพด่านตรวจแบ่งอาหารมื้อเที่ยงที่ "พี่อ๋อย" ขับรถไปซื้อมาจากตลาดทองผาภูมิเมื่อเช้า แล้วจึงออกเรือลากจูงต่อไปพลางกินมื้อเที่ยงกันไปพลาง จนเรือแล่นผ่านมาถึง "ผาผึ้ง" ดวงตะวันก็หย่อนตัวลงหลังทิวเขา "น้าป้อม" จึงหยุดเรืออีกครั้งแล้วผูกเรือไว้กับตอไม้กลางน้ำ เจ้าหน้าที่บนเรือดึงแพด่านตรวจฯมาผูกเทียบกันแล้ว ทุกคนบนเรือก็ลงมาช่วยกันปรุงอาหารมื้อค่ำที่บริเวณทำครัวด้านหลังแพด่าน ตรวจฯ แล้วล้อมวงจัดการทอดมันปลากลายที่ "พี่อ๋อย" ซื้อปลาสดมาจากตลาดทองผาภูมิ และวานให้ "น้าป้อม" ผู้ชำนาญการทางน้ำช่วยสอนวิธีขูดเนื้อปลากรายเพื่อนำมาปรุงอาหารเป็นทอดมัน ปลากราย แล้วให้"เจ้านัท" หนุ่ม เมืองกรุงที่มีหัวใจลูกทุ่ง ขยำปั้นหย่อนลงทอดในกระทะน้ำมัน แล้วมื้อค่ำของคณะเดินทางวันนั้นก็ดูมีรสชาติมากขึ้นนอกเหนือจากบรรยากาศที่ นานทีปีหนจะได้มีโอกาสมาลอยอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ นั่งกินมื้อค่ำมองดูแสงไฟจากเมืองสังขละบุรีที่เห็นแสงไฟอยู่ไกลริบๆอย่างนี้

หลังคณะเดินทางช่วยกันจัดการมื้อค่ำกันเรียบร้อยแล้ว "น้าป้อม" ผู้ที่ในอดีตมีอาชีพขับเรือเมล์ขึ้นล่องแม่น้ำแควน้อยสายนี้ไปมาระหว่าง อ.สังขละบุรี ถึงหน้าเมืองกาญจนบุรี ผู้คร่ำหวอดกับลำน้ำแควน้อยมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังหนุ่มจนปัจจุบันอายุล่วง เลยเข้าสูวัย "ผู้หลักผู้ใหญ่" แล้ว ก็ติดเครื่องยนต์เรืออีกครั้งแล้วลากจูงแพด่านตรวจฯมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลาง ความมืดมุ่งหน้าตรงไปยังแสงสว่างริบๆหน้าเมือง อ.สังขละบุรี เป้าหมายที่จะพักค้างแรมในคืนนี้ แล้วแสงสว่างจากเมืองสังขละบุรีที่เห็นเป็นแสงไฟอยู่ไกลริบๆเพียงไม่กี่ดวง ก็เพิ่มขยายจำนวนดวงไฟแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนนับไม่ถ้วนเมื่อเวลาผ่านไปและเรือลากจูงแล่นเข้าใกล้เมืองสังขละบุรีไปทุก ขณะ  ช่างเป็นภาพประสบการณ์ที่ตื่นตายากที่จะลืมแก่ผู้ร่วมคณะยิ่งนัก

จนเมื่อเวลาประมาณสี่ทุ่มขณะที่เรือลากจูงแล่นมาจวนจะถึงจุดหมายที่หน้า อำเภอสังขละบุรี ช่วงสามกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงที่หมาย ขณะเรือลากจูงแล่นผ่านด่านตรวจของทหารก็ได้ยินเสียง "เปร๊ยะ"  "แปะ" ดังขึ้นสองครั้ง เจ้าหน้าที่ชมรมฯที่อยู่บนแพด่านตรวจจึงวิทยุสอบถามไปยังเรือลากจูงว่าเป็น เสียงอะไร แทนคำตอบ เรือลากจูงเริ่มตีวงเลี้ยวซ้ายเข้าหาฝั่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตร มุ่งหน้าไปยังด่านตรวจทหารที่มองเห็นแสงไฟนีออนสว่างอยู่ริมตลิ่งริบๆ ในช่วงขณะนั้นก็ได้ยินเสียงดังกล่าวอีก ๕ ครั้ง รวมเป็น ๗ ครั้ง คณะเจ้าหน้าที่ชมรมฯเข้าใจว่าเป็นเสียงประทัด แต่มาทราบภายหลังจากที่เรือตรวจประมงเขาแหลม๒ แล่นมาเทียบท่าด่านตรวจของทหารว่า เสียงที่ดังขึ้นทั้ง ๗ ครั้ง นั้น เป็นเสียงของปืน เอ็ม - ๑๖ ที่เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจทหารยิงเรียกเรือตรวจประมงฯเช่นเดียวกับเรือลำ อื่นๆ ขณะแล่นผ่านด่านอยู่กลางร่องน้ำ

หลังจากที่เจ้าหน้าที่หนุ่มประจำด่านตรวจทหารสองนายสอบถามรายละเอียดการเดิน ทางของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันฯด้วยวาจาที่ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์แล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยฯป้องกันฯก็ติดเครื่องเรือแล้วลากจูงแพด่านตรวจฯเดินทางต่อ ไปยังจุดหมายต่อไป โดยไม่ใส่ใจกับทหารหนุ่มประจำด่านตรวจที่พูดเสียงลิ้นพันกันและใช้คำพูดคำจา กับเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันที่ไม่สุภาพเอาเสียเลย แถมยังรายงานเท็จไปยังผู้บังคับบัญชาผ่านโทรศัพท์มือถือของตนว่าเจ้าหน้าที่ ประมงฯเมาเหล้า ซึ่งที่จริงแล้วนายทหารหนุ่มทั้งสองคนนั้นต่างหากที่พูดจาเหมือนคนที่ดื่ม เหล้า

จนเมื่อเวลาห้าทุ่ม "น้าป้อม" ก็ดับเครื่องเรือเมื่อผูกมัดเรือกับหลักยึดกลางน้ำหน้าวัดวังก์วิเวการาม หลังเก่าที่อยู่ใต้น้ำหน้าเมืองสังขละบุรี แล้วจึงนั่งสนทนากันมองดูแสงไฟของเมืองสังขละที่สว่างไสวชัดเจนอยู่ต่อหน้า ก่อนแยกย้ายกันล้มตัวลงนอนพร้อมกับความข้องใจที่เจ้าหน้าที่ทหารประจำด่าน ตรวจหน้าเมืองสังขละ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเรียกเรือที่แล่นผ่านไปมาเพื่อเรียกให้หยุดตรวจ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุลูกกระสุนปืนพลาดถูกประชาชนก็อาจเกิดเรื่องเศร้าขึ้น ได้ และนับเป็นโชคดีของคณะเดินทางในค่ำคืนนี้ที่ลูกกระสุนปืนเพียงแต่วิ่งผ่าน หลังคาด่านตรวจฯไปเสียงดัง "เฟี้ยว" ไม่พลาดวิ่งมาถูกศรีษะผู้ใด และนี่นับเป็นเรื่องตื่นเต้นที่ไม่อยากพานพบในการเดินทางครั้งนี้เลย

Share this:

CONVERSATION