![]() |
|||||||
|
|
|||||||
|
งานพิทักษ์สัตว์ป่า
เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๔๘ วันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ชมรมฯได้ทำการส่งมอบด่านตรวจสัตว์น้ำห้วยบีคลี่แก่หน่วยป้องกันและปราบปรามการประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ กรมประมง โดยคณะเจ้าหน้าที่ออกเดินทางจากสำนักงานชมรมฯเมื่อเวลา ๒๓.๔๕ น. วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๘ บรรทุกแผ่นยางปูพื้นดูร่าฟลอร์และท่อร้อยสายไฟไว้บนหลังคารถรวมทั้งแบตเตอร์รี่จำนวนสองลูกพร้อมอุปกรณ์เครื่องมือและสัมภาระเสบียงอาหาร เดินทางถึงหน่วยป้องกันฯเมื่อเวลา ๓.๓๐ น. วันเสาร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๔๘
หลังกินข้าวต้มมื้อเช้าที่หน่วยป้องกันฯจัดเตรียมไว้ให้แล้ว คณะเจ้าหน้าที่หน่วยฯป้องกันฯและชมรมฯจึงออกเดินทางไปยังจุดเก็บรักษาแพด่านตรวจฯ ที่ทางหน่วยป้องกันฯได้ทำการลากจูงมาเก็บรักษาไว้ หน่วยป้องกันฯได้ทำการประดับธงชาติและธงฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ทั้งเรือตรวจประมงเขาแหลม๒ และด่านตรวจฯดูสวยงามสมกับเป็นสมบัติและสถานที่ของทางราชการ แล้วนายวีระ รัตนะจินดา หัวหน้าศูนย์ป้องกันและปราบปรามการประมงน้ำจืดภาคตะวันตก เป็นตัวแทนกรมประมงรับมอบด่านตรวจห้วยบีคลี่จากนายเทเวศร์ อุตวิชัย ประธานชมรมฯ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ชมรมฯอ่านรายงานการก่อสร้างแล้ว และชมรมฯยังได้มอบภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถแก่หัวหน้าศูนย์ฯเพื่อติดตั้งไว้ที่ด่านตรวจฯด้วย
แล้วนายวีระ รัตนะจินดา จึงได้กล่าวขอบคุณที่ชมรมฯได้ก่อสร้างและมอบด่านตรวจฯแก่หน่วยป้องกันและปราบปรามการประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งทางราชการจะได้นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ในการปกป้องรักษาห้วยบีคลี่ ตลอดจนพื้นที่รับผิดชอบในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมต่อไป แล้วเจ้าหน้าที่ชมรมฯจึงได้นำนายวีระ ลงด่านตรวจฯเพื่อเยี่ยมชมพร้อมทั้งให้คำอธิบายถึงการก่อสร้าง และอุปกรณ์ติดตั้งประจำด่านตรวจทั้งระบบวิทยุสื่อสารและระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจ
จนเมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. เรือตรวจประมงเขาแหลมสอง ความยาว ๓๓ ฟุต กว้าง ๙ ฟุต กินน้ำลึก ๒ ฟุต กำลัง ๒๕๐ แรงม้า ความเร็ว ๒๒ นอต ซึ่งพึ่งจะทำการซ่อมเพลาขับมาก่อนหน้านี้ก็เริ่มทำการลากจูงด่านตรวจฯไปยังห้วยบีคลี่ ด้วยความเร็วประมาณ ๑๐ กม./ชม. สาเหตุที่ไม่สามารถเพิ่มความเร็วในการลากจูงได้มากกว่านี้เนื่องจากแพด่านตรวจฯต้านน้ำ เมื่อเรือตรวจประมงเขาแหลม๒ เริ่มตั้งลำได้แล้วก็เดินเครื่องยนต์มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังอำเภอสังขละบุรีที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตร ซึ่งคงต้องใช้เวลามากกว่า ๑๐ ชั่วโมง กว่าจะถึงจุดหยุดพักในคืนนี้ แล้วภาพของหน่วยป้องกันเขื่อนที่๔ (ห้วยเขย่ง) ที่ตั้งอยู่ตีนเขายาว ซึ่งเป็นสถานที่ก่อสร้างด่านตรวจฯระยะสุดท้ายก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อเรือลากจูงแล่นผ่านเข้าใกล้ ทำให้หวนนึกถึงคืนวันในการก่อสร้างด่านตรวจฯเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของผู้ร่วมงาน
ระหว่างที่เรือเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ "เจ้านัท" ที่พยายามหาเวลามาร่วมภารกิจครั้งนี้อย่างยิ่งยวดหลังจากที่ล้มเหลมมาหลายครั้งเนื่องจากเป็นคนมีภาระมากก็ทำการปูแผ่นพื้นดูร่าล์ฟลอร์ที่ "พี่อ๋อย" ควักเงินส่วนตัวบริจาคซื้อมาให้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านได้รับความสะดวกยามหลับนอน แล้วภาพวิถีชีวิตของราษฎรที่ยังชีพพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมก็ปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดเส้นทางที่เรือลากจูงแล่นผ่านไป ภาพปลายไม้ที่ถูกน้ำท่วมอยู่กลางร่องน้ำ ชวนให้หวนนึกถึงภาพในอดีตเมื่อครั้งที่ยังไม่มีการสร้างเขื่อนเขาแหลมที่ได้กลืนกินแม่น้ำแควน้อยและพรรณไม้และผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ คงเหลือทิ้งไว้เพียงปลายไม้ใหญ่ที่ถูกน้ำท่วมเมื่อมีการสร้างเขื่อนแล้วไว้เป็นอนุสรณ์
"เจ้านัท" เองก็คงคิดได้ไม่แตกต่างจากเราๆทั้งหลายนักเมื่อได้มีโอกาสปลีกหนีชีวิตในเมืองกรุงที่วุ่นวายเร่งรีบนับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นในตอนเช้าจวบกระทั่งมืดค่ำในแต่ละวัน ชีวิตที่ต้องแข่งขัน ชิงจังหวะ ทั้งในแง่ของการทำงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งยิ่งนานวันผ่านไปก็ยิ่งดูเหมือนว่ายากที่จะปลีกหนีวงจรแห่งชีวิตของคนเมืองกรุงอันศิวิไลซ์และยุ่งเหยิงสับสนนี้ กว่าจะรู้สึกถึงความแตกต่างของชีวิตที่สงบเรียบง่ายตรงไปตรงมาได้ก็ต่อเมื่อได้มีโอกาสมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันรื่นรมย์และความคิดของตนที่จะแจ่มชัดใสกระจ่างขึ้นดังเช่นผืนน้ำที่สะท้อนภาพก้อนเมฆบนท้องฟ้าและเรือลำเล็กที่ลอยสงบนิ่งอยู่บนผืนน้ำที่มีขุนเขา ผืนน้ำและท้องฟ้าเป็นฉากหลัง
เมื่อตะวันเริ่มบ่ายคล้อย "น้าป้อม" จึงหยุดเรือแล้วเทียบแพด่านตรวจแบ่งอาหารมื้อเที่ยงที่ "พี่อ๋อย" ขับรถไปซื้อมาจากตลาดทองผาภูมิเมื่อเช้า แล้วจึงออกเรือลากจูงต่อไปพลางกินมื้อเที่ยงกันไปพลาง จนเรือแล่นผ่านมาถึง "ผาผึ้ง" ดวงตะวันก็หย่อนตัวลงหลังทิวเขา "น้าป้อม" จึงหยุดเรืออีกครั้งแล้วผูกเรือไว้กับตอไม้กลางน้ำ เจ้าหน้าที่บนเรือดึงแพด่านตรวจฯมาผูกเทียบกันแล้ว ทุกคนบนเรือก็ลงมาช่วยกันปรุงอาหารมื้อค่ำที่บริเวณทำครัวด้านหลังแพด่านตรวจฯ แล้วล้อมวงจัดการทอดมันปลากลายที่ "พี่อ๋อย" ซื้อปลาสดมาจากตลาดทองผาภูมิ และวานให้ "น้าป้อม" ผู้ชำนาญการทางน้ำช่วยสอนวิธีขูดเนื้อปลากรายเพื่อนำมาปรุงอาหารเป็นทอดมันปลากราย แล้วให้"เจ้านัท" หนุ่มเมืองกรุงที่มีหัวใจลูกทุ่ง ขยำปั้นหย่อนลงทอดในกระทะน้ำมัน แล้วมื้อค่ำของคณะเดินทางวันนั้นก็ดูมีรสชาติมากขึ้นนอกเหนือจากบรรยากาศที่นานทีปีหนจะได้มีโอกาสมาลอยอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ นั่งกินมื้อค่ำมองดูแสงไฟจากเมืองสังขละบุรีที่เห็นแสงไฟอยู่ไกลริบๆอย่างนี้
หลังคณะเดินทางช่วยกันจัดการมื้อค่ำกันเรียบร้อยแล้ว "น้าป้อม" ผู้ที่ในอดีตมีอาชีพขับเรือเมล์ขึ้นล่องแม่น้ำแควน้อยสายนี้ไปมาระหว่าง อ.สังขละบุรี ถึงหน้าเมืองกาญจนบุรี ผู้คร่ำหวอดกับลำน้ำแควน้อยมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังหนุ่มจนปัจจุบันอายุล่วงเลยเข้าสูวัย "ผู้หลักผู้ใหญ่" แล้ว ก็ติดเครื่องยนต์เรืออีกครั้งแล้วลากจูงแพด่านตรวจฯมุ่งหน้าต่อไปท่ามกลางความมืดมุ่งหน้าตรงไปยังแสงสว่างริบๆหน้าเมือง อ.สังขละบุรี เป้าหมายที่จะพักค้างแรมในคืนนี้ แล้วแสงสว่างจากเมืองสังขละบุรีที่เห็นเป็นแสงไฟอยู่ไกลริบๆเพียงไม่กี่ดวงก็เพิ่มขยายจำนวนดวงไฟแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนนับไม่ถ้วนเมื่อเวลาผ่านไปและเรือลากจูงแล่นเข้าใกล้เมืองสังขละบุรีไปทุกขณะ ช่างเป็นภาพประสบการณ์ที่ตื่นตายากที่จะลืมแก่ผู้ร่วมคณะยิ่งนัก จนเมื่อเวลาประมาณสี่ทุ่มขณะที่เรือลากจูงแล่นมาจวนจะถึงจุดหมายที่หน้าอำเภอสังขละบุรี ช่วงสามกิโลเมตรสุดท้ายก่อนถึงที่หมาย ขณะเรือลากจูงแล่นผ่านด่านตรวจของทหารก็ได้ยินเสียง "เปร๊ยะ" "แปะ" ดังขึ้นสองครั้ง เจ้าหน้าที่ชมรมฯที่อยู่บนแพด่านตรวจจึงวิทยุสอบถามไปยังเรือลากจูงว่าเป็นเสียงอะไร แทนคำตอบ เรือลากจูงเริ่มตีวงเลี้ยวซ้ายเข้าหาฝั่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตร มุ่งหน้าไปยังด่านตรวจทหารที่มองเห็นแสงไฟนีออนสว่างอยู่ริมตลิ่งริบๆ ในช่วงขณะนั้นก็ได้ยินเสียงดังกล่าวอีก ๕ ครั้ง รวมเป็น ๗ ครั้ง คณะเจ้าหน้าที่ชมรมฯเข้าใจว่าเป็นเสียงประทัด แต่มาทราบภายหลังจากที่เรือตรวจประมงเขาแหลม๒ แล่นมาเทียบท่าด่านตรวจของทหารว่า เสียงที่ดังขึ้นทั้ง ๗ ครั้ง นั้น เป็นเสียงของปืน เอ็ม - ๑๖ ที่เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจทหารยิงเรียกเรือตรวจประมงฯเช่นเดียวกับเรือลำอื่นๆ ขณะแล่นผ่านด่านอยู่กลางร่องน้ำ หลังจากที่เจ้าหน้าที่หนุ่มประจำด่านตรวจทหารสองนายสอบถามรายละเอียดการเดินทางของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันฯด้วยวาจาที่ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์แล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยฯป้องกันฯก็ติดเครื่องเรือแล้วลากจูงแพด่านตรวจฯเดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไป โดยไม่ใส่ใจกับทหารหนุ่มประจำด่านตรวจที่พูดเสียงลิ้นพันกันและใช้คำพูดคำจากับเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันที่ไม่สุภาพเอาเสียเลย แถมยังรายงานเท็จไปยังผู้บังคับบัญชาผ่านโทรศัพท์มือถือของตนว่าเจ้าหน้าที่ประมงฯเมาเหล้า ซึ่งที่จริงแล้วนายทหารหนุ่มทั้งสองคนนั้นต่างหากที่พูดจาเหมือนคนที่ดื่มเหล้า จนเมื่อเวลาห้าทุ่ม "น้าป้อม" ก็ดับเครื่องเรือเมื่อผูกมัดเรือกับหลักยึดกลางน้ำหน้าวัดวังก์วิเวการามหลังเก่าที่อยู่ใต้น้ำหน้าเมืองสังขละบุรี แล้วจึงนั่งสนทนากันมองดูแสงไฟของเมืองสังขละที่สว่างไสวชัดเจนอยู่ต่อหน้า ก่อนแยกย้ายกันล้มตัวลงนอนพร้อมกับความข้องใจที่เจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจหน้าเมืองสังขละ ใช้อาวุธปืนสงครามยิงเรียกเรือที่แล่นผ่านไปมาเพื่อเรียกให้หยุดตรวจ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุลูกกระสุนปืนพลาดถูกประชาชนก็อาจเกิดเรื่องเศร้าขึ้นได้ และนับเป็นโชคดีของคณะเดินทางในค่ำคืนนี้ที่ลูกกระสุนปืนเพียงแต่วิ่งผ่านหลังคาด่านตรวจฯไปเสียงดัง "เฟี้ยว" ไม่พลาดวิ่งมาถูกศรีษะผู้ใด และนี่นับเป็นเรื่องตื่นเต้นที่ไม่อยากพานพบในการเดินทางครั้งนี้เลย
วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๘ เมื่อฟ้าเริ่มสาง เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันฯและเจ้าหน้าที่ชมรมฯที่บางส่วนผูกเปลนอนในเรือตรวจประมงฯและบางส่วนที่นอนอยู่ในแพด่านตรวจฯ ท่ามกลางสายลมโชยพัดเย็นตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาต่างก็ทยอยลุกจากที่นอนเพื่อต้อนรับสงแห่งรุ่งอรุณที่หน้าเมืองสังขละบุรี ภาพยอดหอระฆังวัดวังก์วิเวการามที่โผล่พ้นน้ำเป็นเงาดำๆ และมีแสงทองจับที่ขอบฟ้าเป็นฉากหลังขณะอรุณรุ่งซึ่งเป็นภาพแรกของเช้าวันนั้น เป็นภาพที่งดงามยากจะบรรยายจริงๆ แล้ว "น้าป้อม" ก็ติดเครื่องเรือตรวจประมงเขาแหลม๒อีกครั้ง พร้อมบรรทุกเจ้าหน้าที่ชมรมฯบางส่วนมุ่งหน้าเข้าเมืองสังขละบุรีซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลเพื่อซื้อเสบียงอาหารเช้าสำหรับคณะเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย เมื่อขึ้นฝั่งเมืองสังขละแล้วมองย้อนกลับออกไปยังตำแหน่งจอดแพด่านตรวจฯ จึงทราบว่าจุดจอดแพด่านตรวจฯเมื่อคืนนี้อยู่ที่ชาวบ้านเรียกว่า "สามประสบ" หน้าวัดวังก์วิเวการามใหม่ ซึ่งมองเห็นเจดีย์ทองและวัดที่หลวงพ่ออุตตะมะสร้างขึ้นใหม่อยู่บนเนินเขาที่อยู่ไกลริบๆ เหตุที่เรียกพื้นที่ในอ่างน้ำหน้าวัดวังก์วิเวการามว่า "สามประสบ" เนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดที่แม่น้ำสามสายไหลมาบรรจบพบกัน คือแม่น้ำซองกาเรีย แม่น้ำรันตี และแม่น้ำบีคลี่(บ้างก็เรียกว่าห้วยบีคลี่) ภาพบรรยากาศเมืองสังขละยามเช้าดูมีมนต์เสน่ห์ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก
เมื่อเรือตรวจประมงแล่นกลับมาจากเมืองสังขละและเจ้าหน้าที่ขึ้นแพด่านตรวจฯแล้ว "นายเอก" เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันฯซึ่งช่วย "น้าป้อม" ขับเรือบางช่วงมาเมื่อวานนี้ก็ทำการลากจูงแพด่านตรวจฯมุ่งหน้าเข้าเลี้ยวเข้าไปยังปากห้วยบีคลี่โดยไม่ลืมแบ่งอาหารเช้าขึ้นเรือไปด้วย ปลายห้วยบีคลี่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำด้านหลังข้างวัดวังก์วิเวการาม คณะเจ้าหน้าที่จึงได้เห็นภาพเจดีย์ทองอย่างใกล้ชิดจากมุมมองนี้ขณะเรือลากจูงแล่นผ่านไป ความยิ่งใหญ่และงดงามของเจดีย์ทองทำให้ตระหนักถึงแรงศรัทธาของชาวมอญราษฎรในท้องถิ่นนี้ต่อพุทธศาสนาที่มั่นคงที่ช่วยค้ำจุนพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองตลอดกาลนาน
เรือลากจูงแล่นไปอย่างช้าๆลึกเข้าไปในลำห้วยบีคลี่ซึ่งมีความกว้างกว่าเมื่อครั้งที่ชมรมฯเข้าทำการสำรวจก่อนหน้านี้มาก กาแฟปาท่องโก๋และอาหารเช้าที่ซื้อมาถูกนำมาจัดเรียงอยู่ด้านหน้าแพด่านตรวจ แล้วคณะเจ้าหน้าที่นั่งเรียงแถวหน้ากระดานกินมื้อเช้าพลางชื่นชมทิวทัศน์สองข้างลำห้วยบีคลี่ ช่วงนี้นับเป็นช่วงเวลายามเช้าที่ผ่อนคลายอย่างยิ่งอีกช่วงหนึ่งของภารกิจครั้งนี้ จนเมื่อเวลาผ่านไปชั่วโมงเศษและเรือลากจูงได้แล่นเลาะเลี้ยวไปตามคุ้งน้ำห้วยบีคลี่ที่โค้งไปมาในที่สุดก็มาถึง "ประตูเมือง" ซึ่งเป็นช่องแคบร่องเขาที่เกิดจากเขาสองลูกมาบรรจบกัน เหตุที่เรียกจุดนี้ว่าประตูเมืองเนื่องจากในอดีตเมืองสังขละบุรีตั้งอยู่ด้านในลึกเข้าไปในห้วยบีคลี่ ไม่ได้ตั้งอยู่ ณ จุดที่เป็นเมืองสังขละบุรีในทุกวันนี้ และที่เนินเขาด้านซ้ายของ "ประตูเมือง" มีป้ายประกาศของจังหวัดกาญจนบุรีปักแอยู่เพื่อแจ้งให้ผู้ที่เดินทางผ่านจุดนี้ทราบว่าบริเวณนี้ห้ามทำการประมงทุกชนิด ป้ายประกาศนี้ปักอยู่ ณ จุดนี้สิบกว่าปีมาแล้ว ถึงแม้จะได้รับความร่วมมือจากราษฎรบางส่วน แต่กูมีอยู่ไม่น้อยที่แอบลักลอบเข้ามาจับปลาในพื้นที่ปลาวางไข่แห่งนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้หน่วยป้องกันฯต้องเฝ้าระวังรักษาพื้นที่เพื่อพิทักษ์แหล่งปลาวางไข่แห่งสุดท้ายของเขื่อนเขาแหลมนี้ไว้
เมื่อเรือลากจูงผ่าน "ประตูเมือง" มาแล้วและเลี้ยวผ่านคุ้งน้ำสุดท้าย ภาพทะเลสาบอันกว้างใหญ่ "น้ำชนเขา" ของห้วยบีคลี่ก็ปรากฏแก่สายตาของคณะเดินทางและสะกดให้ทุกคนต้องลุกยืนขึ้นชื่นชมทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ของผืนน้ำของห้วยบีคลี่ทุกคน ภาพทะเลสาบห้วยบีคลี่นี้ช่างยิ่งใหญ่อลังการเหนือความคาดหมายจริงๆ มันช่างแตกต่างจากเมื่อครั้งที่ชมรมฯเข้าทำการสำรวจพื้นที่บริเวณนี้เมื่อฤดูแล้งที่ผ่านมาอย่างยิ่งที่ห้วยบีคลี่บริเวณนี้เป็นเพียงลำน้ำกว้างไม่เกินสี่สิบเมตรเท่านั้น แล้วในที่สุดเรือลากจูงก็ดับเครื่องยนต์เมื่อผูกเชือกเรือพันกับตอต้นตะเคียนกลางทะเลสาบห้วยบีคลี่แล้ว จุดที่เรือลากจูงนำแพด่านตรวจฯมาหยุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ ซึ่งด่านตรวจฯจะตั้งประจำการอยู่ในฤดูน้ำหลากเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องรักษาแหล่งปลาวางไข่ ฝั่งทิวเขาที่มองเห็นแนวเขียวๆอยู่ริบๆนั้นคือ "บ้านใหม่" ที่อยู่ลึกเข้าไปจากฝั่งประมาณ ๔ กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่ชุดสำรวจชมรมฯลงเรือเมื่อครั้งที่แล้ว และจะเป็นจุดขึ้นรถกลับของคณะเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ด้วยอีกครั้ง ระหว่างที่คณะเจ้าหน้าที่กำลังเริ่มตั้งวงกินมื้อกลางวัน ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือหาปลาแล่นเข้ามาใกล้ด่านตรวจฯ แล้วเราก็มีแขกมาเยี่ยมโดยไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน ผู้ที่ขับเรือมาเยี่ยมนำเรือมาเทียบด่านตรวจฯแล้วผูกเชือกโยงเรือของตนไว้ก่อนที่เราจะเชื้อเชิญให้ขึ้นมาร่วมวงอาหารกลางวันด้วยกัน แขกผู้มาเยี่ยมใส่เสื้อสีฟ้าเข้มและหมวกเหมือนกันหมด มีทั้งเด็กหนุ่มและวัยกลางคนรวมทั้งผู้มีอายุ แล้วในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นก็มีเรือแบบเดียวกันนี้พร้อมทั้งคนที่แต่งเครื่องแบบเหมือนกันนำเรือเข้ามาเทียบด่านตรวจฯอีก ๖ - ๗ ลำ รวมเกือบ ๒๐ ท่าน ทั้งหมดเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำนั่นเอง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของประชาชนราษฎรที่อยู่อาศัยในพื้นที่ อ.สังขละบุรี ตั้งแต่แม่น้ำรันตี เมืองสังขละบุรี เรื่อยไปถึงห้วยบีคลี่ และห้วยองค์พระ เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ที่มีวัตถุประสงค์ในการร่วมรักษาพื้นที่ปลาวางไข่ของห้วยบีคลี่เป็นสำคัญ กลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำนี้ ดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังการลักลอบการกระทำการประมงผิดกฎหมายต่างๆร่วมกับหน่วยป้องกันและปราบปรามการประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการป้องกันรักษาพื้นที่แหล่งปลาวางไข่ของห้วยบีคลี่ในฤดูปลาวางไข่เมื่อน้ำหลากในฤดูฝน นับเป็นเรื่องน่ายยินดีอีกครั้งของภารกิจชมรมฯในครั้งนี้ที่ได้มีโอกาสพบปะกับ "ผู้พิทักษ์แห่งลำห้วยบีคลี่" ซึ่งทราบข่าวของการเดินทางมาของด่านตรวจฯที่ชมรมฯนำมาส่งมอบจากการประสานงานของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันฯ ทำให้บรรยากาศช่วงเที่ยงของวันนั้นเต็มไปด้วยความชื่นมื่นแห่งความร่วมมือสามัคคี หลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกันแล้ว อาสาสมัครที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนด่านตรวจฯก็ลงเรือเล็ก ติดเครื่องยนต์ เดินทางมุ่งหน้าลึกเข้าไปในทะเลสาบห้วยบีคลี่จนลับจากสายตาไป เพื่อไปภารกิจการตัดทำลายการลักลอบวางข่ายดักปลาตามจุดตรวจเฝ้าระวังตลอดลำห้วยบีคลี่ โดยทิ้งคุณเพชร รองประธานกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำไว้ให้ชมรมฯทำการสัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มอาสาสมัครต่อ คุณเพชรเล่าให้ฟังว่าในฤดูฝนเมื่อน้ำเริ่มหลากปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่บริเวณนี้ อาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำจึงมีภารกิจหนาแน่นในการปฏิบัติหน้าที่ตรวจตรา ลาดตระเวน เฝ้าระวังรักษาพื้นที่บริเวณนี้ให้ได้รับความปลอดภัยจากผู้ลักลอบทำการประมงผิดกฎหมายต่างๆ เพื่อให้โอกาสปลาได้ว่ายทวนน้ำขึ้นมาวางไข่ ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ในฤดูฝนนั้นเป็นไปด้วยความลำบากโดยเฉพาะเมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่ติดต่อกันหลายวันตลอดสี่เดือนของฤดูปลาวางไข่ เวลามืดค่ำก็หันเรือเข้าฝั่งแล้วใช้ผ้าใบขึงกันฝนหุงหาอาหาร กินข้าวและหลับนอนในพื้นที่แคบๆข้างตลิ่งที่เฉอะแฉะและเหน็บหนาว เมื่อทราบข่าวว่าชมรมฯได้ก่อสร้างแพด่านตรวจและมอบให้หน่วยป้องกันฯเพื่ออนุรักษ์ห้วยบีคลี่จึงดีใจมาก เพราะอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำจะได้ร่วมใช้ประโยชน์ในการอาศัยพักค้างแรมด้วย ไม่ต้องลำบากดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา
แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลาเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันฯทุกท่านที่ได้ร่วมภารกิจเดินทางรอนแรมกินนอนในน้ำมาด้วยกันตลอดหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน และคุณน้าเพชร รองประธานกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำและอาสาสมัคร "ผู้พิทักษ์แห่งลำห้วยบีคลี่" ที่ได้พบกันโดยไม่คาดฝัน ซึ่งนับเป็นส่วนที่ดีที่สุดในช่วงท้ายของภารกิจการเดินทางครั้งนี้ ที่ได้ทราบว่าบนเส้นทางอันยากลำบากและยาวไกลของความพยายามอนุรักษ์แหล่งปลาวางไข่แห่งสุดท้ายของเขื่อนเขาแหลมที่ห้วยบีคลี่นี้ ยังมีกลุ่มอาสาสมัครที่มาจากประชาชนในพื้นที่ ที่มองเห็นตระหนักรู้และเข้าใจถึงความสำคัญของการพิทักษ์พื้นที่อันมีความสำคัญยิ่งนี้ให้อยู่รอดปลอดภัย เพื่อราษฎรในพื้นที่และลูกหลานของเขาเหล่านั้นได้พึ่งพิงอาศัยมีปลากินตลอดไป สมควรแล้วที่อาร์มตราเครื่องหมายสัญลักษณ์อันสูงส่งของกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำ ที่ติดอยู่ที่ไหล่ซ้ายของอาสาสมัครผู้อุทิศตนเสียสละทั้งหลายของสมาชิกกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำ เพราะเขาเหล่านั้นคือ.. "ผู้พิทักษ์แห่งลำห้วยบีคลี่" ที่แท้จริง
ระหว่างที่เรือตรวจประมงเขาแหลม๒ เริ่มแล่นมุ่งหน้าเข้าฝั่งที่มองเห็นอยู่ไกลริบๆและทิ้งภาพแพด่านตรวจฯไว้กลางน้ำอยู่เบื้องหลังเพื่อส่งคณะเจ้าหน้าที่ชมรมฯขึ้นฝั่งเดินทางกลับนั้น "พี่พโยม" เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันที่ตามมาสมทบเมื่อตอนเที่ยงก็ได้บรรยายถึงอุปสรรค ปัญหา ในการปฏิบัติหน้าที่ด้านอื่นๆของหน่วยฯป้องกันในความพยายามอนุรักษ์ห้วยบีคลี่ให้คณะเจ้าหน้าที่ชมรมฯเพิ่มเติม ทำให้คณะเจ้าหน้าที่ชมรมฯได้รับความรู้และทราบถึงภารกิจในการปฏิบัติงานของหน่วยฯป้องกันเพิ่มเติมขึ้น จนเมื่อเรือแล่นแหวกไม้น้ำที่ขึ้นอยู่ริมตลิ่งเข้ามาเทียบจนเกือบถึงขอบตลิ่ง แล้วคณะเจ้าหน้าที่จึงช่วยกันลำเลียงสัมภาระขึ้นรถชมรมฯ ที่เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันได้ช่วยเหลือสนับสนุนขับมาจอดรอไว้จากหน่วยป้องกันฯที่ อ.ทองผาภูมิ นับจากการเริ่มต้นสนทนาในค่ำคืนหนึ่งของเดือนสิงหาคมที่หน่วยป้องกันและปราบปรามการประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ ที่ชื่อ "ห้วยบีคลี่" ได้เริ่มเป็นที่รับรู้ของเจ้าหน้าที่ชมรมฯรวมทั้งตำนานและเรื่องราวของ "ห้วยบีคลี่" ที่อุดมสมบูรณ์ในอดีต และกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาอย่างหนักหน่วงในปัจจุบันซึ่งเกิดจากปัจจัยปัญหาที่กำลังรุมล้อมคุกคามรอบด้าน จากการลักลอบทำการประมงผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆรวมทั้งปัญหาแพท่องเที่ยวตกปลาที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ที่ไม่ปล่อยโอกาสให้แม่ปลาในเขื่อนเขาแหลมได้ว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่เพื่อแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติ จนนำไปสู่การประสานงานความร่วมมือในการก่อสร้างด่านตรวจห้วยบีคลี่ ซึ่งเป็นโครงการเร่งด่วนที่ชมรมฯได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ด้วยหวังจะช่วยแก้ไขอุปสรรคปัญหาการขาดอุปกรณ์และเครื่องมือ ในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการของกรมประมงที่มีหน้าที่รับผิดชอบพื้นที่โดยตรง และเพิ่มพูนขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพื่อเร่งรัดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ หากแต่ความสำเร็จที่แท้จริงในความพยายามอนุรักษ์ห้วยบีคลี่ที่เปรียบเสมือนหัวใจของเขื่อนเขาแหลมนี้ คงต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือจากราษฎรที่อยู่อาศัยในพื้นที่รอบๆอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งความเข้าใจของผู้ประกอบการแพท่องเที่ยวตกปลาในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม ที่จะได้มีส่วนช่วยเหลือในการอนุรักษ์แหล่งแพร่ขยายพันธุ์ปลา ด้วยการพัฒนายกมาตรฐานสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไม่ใช่มุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ในทางธุรกิจถ่ายเดียว นอกเหนือจากความพยายามของกลุ่มอาสาสมัครอนุรักษ์สัตว์น้ำที่ได้ทำหน้าที่อุทิศตนเสียสละอย่างต่อเนื่องยาวนาน และการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยป้องกันฯอย่างแข็งขันภายใต้การนำของหัวหน้าประเสริฐ มากทรัพย์ ข้าราชการกรมประมงผู้มีวิสัยทัศน์ในการทำงานและมีอุดมการณ์มุ่งมั่นที่จะรักษาห้วยบีคลี่หัวใจของเขื่อนเขาแหลมไว้ให้ได้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่หน่วยฯผู้มีความรู้และมีประสบการณ์อันยาวนาน ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ความสำเร็จในการก่อสร้างด่านตรวจห้วยบีคลี่เพื่อการอนุรักษ์แหล่งปลาวางไข่แห่งสุดท้ายของเขื่อนเขาแหลมนี้ หวนให้นึกถึงความสำเร็จในการก่อสร้างปราการทางน้ำ องทั่ง - ห้วยคือ เพื่อการพิทักษ์ลำน้ำแม่กลองเหนือเขื่อนศรีนครินทร์เมื่อสองปีที่ผ่านมา ทั้งสองความพยายามนี้อาจนับเป็นชัยชนะเล็กๆเหนือเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ บนเส้นทางทศวรรษแห่งอนุรักษ์ของอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ชมรมฯ ที่หวังจะร่วมรักษาทรัพยากรธรรมชาติของผืนป่าตะวันตกและเทือกเขาตะนาวศรีไว้ให้ลูกหลานไทยและอนุชนรุ่นต่อไปได้ได้ชื่นชมและพึ่งพิงอาศัย และเพื่อเป็นกำลังใจแก่เพื่อนผู้มีปณิธานอุดมการณ์อนุรักษ์ในพื้นที่ทั้งหลายได้มีกำลังใจมุ่งมั่น ร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติในถิ่นอาศัยใกล้เคียงเพื่อประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติร่วมกัน บินนาน / รายงาน
โครงการสนับสนุนการก่อสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าและด่านตรวจลักลอบล่าสัตว์ป่า
กิจกรรมในอดีตทศวรรษที่ผ่านมา
|
|||||||
|
คำถามเกี่ยวกับชมรมฯที่ท่านสงสัย
แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ
|
|||||||