ชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตก
  ๑๕๑/๑๑-๑๒ ถ.ราชวิถี ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ๗๓๐๐๐

 

 

 

 

 

 

 

การอนุรักษ์ในมุมมองอภิปรัชญา
Metaphysical Aspect of Natural Preseravtion
เกียรติขจร ชัยเธียร


      อ.เกียรติขจร ชัยเธียร ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษและนักวิจัยของคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทำการศึกษาวิจัยสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างทางศาสนาในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อ ศรัทธา  ศาสนาและวัฒนธรรม ต่อจิตวิญญาณผู้คนในสังคมที่สืบทอดสั่งสมสืบเนื่องต่อกันมา จนเกิดองค์ความรู้ภูมิปัญญาสะท้อนออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่วิจิตรพิสดาร งดงาม ยิ่งใหญ่อลังการ  ดังเช่น ปราสาทหินนครวัด ซึ่งนับเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมขอมโบราณ และยังเป็นผู้ที่ศึกษาศาสตร์แห่งปรัชญาและอภิปรัชญาทั้งตะวันออกและตะวันตกมายาวนาน ได้สะท้อนเรื่องการอนุรักษ์ในมุมมองของอภิปรัชญาผ่านบทความนี้ ซึ่งผู้อ่านจะได้ขยับขยายขอบเขตของความคิดในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยแวดล้อมที่พลวัตรเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่ออัตตา และความคิดของปัจเจกในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์  ที่ส่งผลต่อความคิดและวิธีการอนุรักษ์ ก้าวสู่มิติแห่งความคิดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ในแง่มุมขององค์ความรู้แห่งปัญญามนุษย์ในเชิงตรรกะความคิดของอภิปรัชญาเพื่อแนวคิดแบบองค์รวมรอบด้าน ในการอนุรักษ์ที่สอดคล้องกับวัฏฏะของธรรมชาติที่สมดุลและยั่งยืน

บินนาน
 

การอนุรักษ์ในมุมมองอภิปรัชญา
Metaphysical Aspect of Natural Preseravtion
เกียรติขจร ชัยเธียร

           มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ผ่านมาและที่ยังคงทรงอิทธิพลอยู่ขณะนี้เป็นการมองธรรมชาติที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthro-pocentrism) โดยถือว่าอำนาจทางญาณวิทยาที่มนุษย์มีอยู่สามารถที่จะสร้าง "ระบบ" เพื่อจัดการและครอบงำทุกสิ่งที่อยู่แวดล้อมได้ทั้งๆที่ดุลยภาพของระบบนิเวศเชิงพลวัตรหนึ่งๆสามารถซึมซับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากน้ำมือขอมมนุษย์ได้อย่างจำกัดมาก. ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาความรู้ของมนุษย์โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ผ่านมายังให้เกิดวิกฤติการณ์ต่อระบบนิเวศของโลกอย่างอเนกอนันต์

          แม้จะมีความพยายามที่จะนำองค์ความรู้ของมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯมาประยุกต์ใช้เพื่อการอนุรักษ์ (หรือบรรเทาวิกฤตินั้นๆ) แต่เราได้ประจักษ์แล้วว่าความพยายามเหล่านั้น ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นได้เลยอันเป็นเพราะศาสตร์เหล่านี้ยังเป็นมุมมองและกระบวนการคิดที่แยกส่วนอยู่ทำให้ยากนักที่จะทำให้เกิดดุลยภาพได้

           วิทยาศาสตร์ยังมองป่าในแง่ของกระบวนการทางชีววิทยาในห่วงโซ่ของระบบนิเวศ แต่ยังขาดความสัมพันธ์เชิงจิตวิญญาณของกระบวนการเหล่านั้นที่มีต่อมนุษย์ ในทางเศรษฐศาสตร์ก็ยังมองทรัพยากรธรรมชาติในเชิงการจัดการซึ่งครอบงำด้วยระบบการตลาดที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้มีอุปสงค์ที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจทางการเงิน เศรษศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยชนชั้นกฎุมพีได้ปฏิบัติต่อทรัพยากรธรรมชาติด้วยทัศนะที่มองแต่เพียงว่าเป็นแหล่งของรายได้ (income) ที่สามารถดึงมาแปรรูปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มตัวเลขการบ่งชี้ผลสำเร็จเชิงเศรษฐกิจทั้งการจ้างงานและการเพิ่มผลิตภัณฑ์ - การบริโภคมวลรวมเท่านั้น ดังที่ Murray Bookchin ได้กล่าวไว้ว่า "การปล้นสดมภ์จิตวิญญาณของมนุษย์ด้วยกลไกการตลาดเกิดขึ้นพร้อมๆกับการปล้นสดมภ์โลกด้วยกลไกทุนนิยม" ทั้งๆที่พวกเขาควรมองทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ในแง่มุมที่เป็นต้นทุน (capital) อย่างที่ E. F.Schumacher ได้ชี้ให้เห็นมากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมามากกว่า

         ในทางสังคมศาสตร์แล้วเราพบว่าปัญหายิ่งวิกฤติมากยิ่งกว่า ทั้งในเชิงสังคมและในเชิงการเมืองเพราะความซับซ้อนของความขัดแย้งระหว่างดุลยภาพของป่ากับชุมชน ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมของชุมชนกับนโยบายของรัฐ จนสร้างกระแสของแนวคิดทฤษฎี "นิเวศแบบอนาธิปไตย" (eco-anarchism) ของ Daniel Quinn ที่เน้นการจัดองค์กรสังคมของชุมชนป่าชนขาดเล็กที่ไม่ขึ้นกับอำนาจของอารยรัฐให้สัมพันธ์กับแรงของธรรมชาติขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัญหาในเชิงปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับกายภาพจิตวิทยา จริยศาสตร์ จนถึงจักรวาลวิทยา ของมนุษย์โดยตรง

           นอกจากนั้นความเกี่ยวข้องของปัญหาที่เกี่ยวพันกันในระหว่างศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์อันเนื่องด้วยระบบทุนนิยม (capitalism) ที่ก่อให้เกิดอาการทางสังคมของค่านิยมการบริโภคที่บิดเบือนและมากเกินควรยิ่งทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากเป็นทวีคูณ


           แต่อย่างที่เราทราบกันอยู่ว่า ความคิดที่ก้าวหน้าในเชิงปฏิฐานนิยมเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งความวิบัติของทรัพยากรธรรมชาติอันเคลื่อนไปตามกลไกลัทธิ
modernization (หรือ westernization ) ที่แอบแฝงได้เลย  เราจึงควรที่จะกลับมาย้อนมองดูปัญหาในระดับปรัชญา เพื่อให้เข้าถึงสภาพปัญหาในเชิงภววิทยาอย่างแท้จริง  ก่อนอื่นเราพึงสำเหนียกว่าไม่มีระบบความรู้เชิงญาณวิทยาใดๆของมนุษย์ที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอภิปรัชญาที่ต้องตระหนักในคุณค่าความหมาย และเป้าหมายของความเป็นสัตตะของชีวิต

           แต่นยะขอสัตตะในที่นี้ หาใช่ทวิภาคเชิงเหตุผลระหว่างชีวภาพของมนุษย์กับสิ่งที่อยู่แวดล้อม แต่อยู่ที่จริยธรรมที่มีต่อคุณค่าภายใน (intrinsic value) ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆรวมทั้งระบบและกระบวนการตามธรรมชาติทั้งหลาย นั่นคือเราต้องมองความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่แวดล้อมเรา ไม่ใช่ในมุมมองตามคุณค่าเปรียบเทียบ (relative value) ตามโครงสร้างอนุกรมวิธาน (taxonomy) ที่กำหนดจากระดับความสามารถในการใช้เหตุผล(ในเชิงจิตวิทยา)หรือความซับซ้อนของกระบวนการทางเซลที่ก่อตัวเป็นระบบ (ในเชิงชีววิทยา) ที่เปรียบเทียบกับมนุษย์เป็นสำคัญ หากแต่เราต้องมองความสัมพันธ์ลึกจนถึงในเชิงอภิปรัชญาที่ว่า "สัตตะทั้งหลายต่างล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสำแดงสัจจะที่เป็นเอก"

            สิ่งมีชีวิตอื่นๆไม่ได้มีคุณค่าต่อมนุษย์ในเชิงการแสวงประโยชน์แต่มีคุณค่าภายในของสิ่งมีชีวิตนั้นๆเอง ความหลากหลายทางชีวภาพเกื้อหนุนให้คุณค่าภายในนั้นเพิ่มพูนมากขึ้นโดยมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายนั้น ดังนั้นเราจึงไม่สามารถแยกตัวเราออกจากสิ่งต่างๆที่อยู่แวดล้อม จิตวิญญาณของเราผูกพันอยู่กับธรรมชาติในทุกๆระดับของสภาพสิ่งมีชีวิตทั้งสิ่งมีชีวิตในระดับเซลจนถึงระดับจักรวาล การขยายแดนของเราไม่ใช่การขยายแดนในเชิงกายภาพที่ไปกระทบสภาพของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หากแต่เป็นการขยายแดนที่อยู่ภายในของเราให้ซึมซับความงามของสิ่งที่อยู่โดยรอบข้างเพื่อกำจัดทวิภาพของอัตตาภาพ (มนุษย์) และปรวิสัยภาพ (สิ่งแวดล้อม)

           เราไม่มองสิ่งแวดล้อมเหมือนหนึ่งว่าเป็นปรปักษ์ที่ต้องกำจัดไป เพื่อปรนเปรอไปตามความประสงค์ของความอยากของเรา การพัฒนาในอุดมคติหาใช่การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวอ้างถึง "มาตรฐานการครองชีวิต" ของมนุษย์ หากแต่ควรเพิ่มพูนความงามความพึงใจอันมีต่อคุณภาพของชีวิตที่อยู่ท่ามกลางคุณค่าภายในของสิ่งที่อยู่รอบข้าง เราควรถือกระบวนการทางชีวภาพเป็นศูนย์กลาง (biocentricism) โดยมีโลกเป็นเหมือนเหย้าเดียวกันทั้งผอง แนวคิดที่กล่าวมานี้แท้จริงแล้วอยู่ภายในหลักปรัชญาของตะวันออกทั้งหลาย ทั้งปรัชญาฮินดู พุทธ เต๋า เซน ซึ่งนักอนุรักษ์สมัยใหม่ของตะวันตกเพิ่งจะเริ่มตระหนักมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังตัวอย่างของแนวคิดของ Fritjof Carpa หรือทฤษฎี Deep Ecology (หรือ Ecosophy) ของ Arne Naess หรือ Gaia theory ของ James Lovelock เป็นต้น แต่ที่น่าเสียดายก็คือปรัชญาตะวันออกอันเคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของเราเหล่านี้ถูกลบเลือนไปมากแล้ว เพราะค่านิยมของสังคมที่นำโดยรัฐะผู้กำหนดนโยบายเห็นว่าขัดแย้งกับการพัฒนาไปสู่ความศิวิไลซ์ตามอย่างตะวันตก

             หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงข้อเสนอทางปรัชญาในเชิงทฤษฎีเท่านั้น การจะประยุกต์ปรัชญาให้เป็นผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัตินั้นอาจเป็นไปได้หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยก็เป็นได้ เงื่อนไขนั้นขึ้นอยู่กับการสร้างความสำนึกให้แก่สังคมให้เข้าถึงจิตวิญญาณของตนเองและของสิ่งที่อยู่โดยรอบ โดยใช้สื่อทางวิญญาณทั้งหลาย ทั้งศิลปะ วรรณกรรม วิถีชนบท ฯลฯ เป็นตัวกลาง การใช้การจูงใจในทางเศรษฐศาสตร์ หรือทางรัฐศาสตร์ หรือทางสังคมศาสตร์ ไม่อาจสำเร็จได้หากพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้นได้ เพราะเราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์แล้วว่า มนุษย์ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากประวัติศาสตร์!!

อ่านบทความอื่น
 


งานพิทักษ์สัตว์ป่า
โครงการช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่า
โครงการก่อสร้างรำลึก ๓๐ ปี เขตฯทุ่งใหญ่
โครงการปรับปรุงและติดตั้งระบบวิทยุสื่อสาร
โครงการสำรวจเส้นทางเดินสัตว์ป่าเขตฯทุ่งใหญ่
โครงการก่อสร้างและติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์

โครงการสนับสนุนงานวิจัยเสือเขตฯทุ่งใหญ่ด้านตะวันตก
โครงการเชื่อมการสื่อสารผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่ - ห้วยขาแข้ง
 


ร่วมอนุรักษ์  ป่าทุ่งใหญ่  ห้วยขาแข้ง
ร่วมเป็นแรง    พัฒนา   ป่าตะวันตก
ร่วมอุดมการณ์   วาดฝัน  ให้ป่าปรก
ร่วมสืบสาน  ป่ามรดก  โลกและไทย

 

กิจกรรมในอดีตทศวรรษที่ผ่านมา
อัลบัมภาพกิจกรรม
อัลบัมรายงาน

๒๕๕๐
 

๒๕๔๙

๒๕๔๘

๒๕๔๗

๒๕๔๖

๒๕๔๕

๒๕๔๔

๒๕๔๓

๒๕๔๒

๒๕๔๑

๒๕๔๐

๒๕๓๙

๒๕๓๘

 

   
 

คำถามเกี่ยวกับชมรมฯที่ท่านสงสัย

ทศวรรษกิจกรรม

หน้าหลัก

สนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์


ผู้ให้การสนับสนุนโครงการและกิจกรรมอนุรักษ์

บอกกล่าวเว็บชมรมฯ ถึงเพื่อน

แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ
25 February 2007 15:13:03 -0500
 

ควรใช้โปรแกรม Internet Explorer  version 4.0 หรือสูงกว่า
ที่ปรับความละเอียด ๑๐๒๔x๗๖๘ จุดหรือมากกว่า
ข้อความและรูปภาพทั้งหมดภายในเว็บไซต์ ชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตก  สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
๑๕๑/๑๑-๑๒ ถ.ราชวิถี ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ๗๓๐๐๐
โทร ๐-๓๔๒๑-๐๔๕๓ โทรสาร ๐-๑๓๐๔-๒๐๓๔ 
email : info@thungyai.org      msn : wfcc1@hotmail.com



ออกแบบเว็บด้วยซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อน