![]() |
||||||||||||||||||
![]() ชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตก ๑๕๑/๑๑-๑๒ ถ.ราชวิถี ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ๗๓๐๐๐ |
||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||
|
|
การอนุรักษ์ในมุมมองอภิปรัชญา มุมมองของมนุษย์ที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติที่ผ่านมาและที่ยังคงทรงอิทธิพลอยู่ขณะนี้เป็นการมองธรรมชาติที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthro-pocentrism) โดยถือว่าอำนาจทางญาณวิทยาที่มนุษย์มีอยู่สามารถที่จะสร้าง "ระบบ" เพื่อจัดการและครอบงำทุกสิ่งที่อยู่แวดล้อมได้ทั้งๆที่ดุลยภาพของระบบนิเวศเชิงพลวัตรหนึ่งๆสามารถซึมซับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากน้ำมือขอมมนุษย์ได้อย่างจำกัดมาก. ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาความรู้ของมนุษย์โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ผ่านมายังให้เกิดวิกฤติการณ์ต่อระบบนิเวศของโลกอย่างอเนกอนันต์ แม้จะมีความพยายามที่จะนำองค์ความรู้ของมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯมาประยุกต์ใช้เพื่อการอนุรักษ์ (หรือบรรเทาวิกฤตินั้นๆ) แต่เราได้ประจักษ์แล้วว่าความพยายามเหล่านั้น ยังไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นได้เลยอันเป็นเพราะศาสตร์เหล่านี้ยังเป็นมุมมองและกระบวนการคิดที่แยกส่วนอยู่ทำให้ยากนักที่จะทำให้เกิดดุลยภาพได้ วิทยาศาสตร์ยังมองป่าในแง่ของกระบวนการทางชีววิทยาในห่วงโซ่ของระบบนิเวศ แต่ยังขาดความสัมพันธ์เชิงจิตวิญญาณของกระบวนการเหล่านั้นที่มีต่อมนุษย์ ในทางเศรษฐศาสตร์ก็ยังมองทรัพยากรธรรมชาติในเชิงการจัดการซึ่งครอบงำด้วยระบบการตลาดที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้มีอุปสงค์ที่กำหนดโดยผู้มีอำนาจทางการเงิน เศรษฐศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยชนชั้นกฎุมพีได้ปฏิบัติต่อทรัพยากรธรรมชาติด้วยทัศนะที่มองแต่เพียงว่าเป็นแหล่งของรายได้ (income) ที่สามารถดึงมาแปรรูปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มตัวเลขการบ่งชี้ผลสำเร็จเชิงเศรษฐกิจทั้งการจ้างงานและการเพิ่มผลิตภัณฑ์ - การบริโภคมวลรวมเท่านั้น ดังที่ Murray Bookchin ได้กล่าวไว้ว่า "การปล้นสดมภ์จิตวิญญาณของมนุษย์ด้วยกลไกการตลาดเกิดขึ้นพร้อมๆกับการปล้นสดมภ์โลกด้วยกลไกทุนนิยม" ทั้งๆที่พวกเขาควรมองทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ในแง่มุมที่เป็นต้นทุน (capital) อย่างที่ E. F.Schumacher ได้ชี้ให้เห็นมากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมามากกว่า ในทางสังคมศาสตร์แล้วเราพบว่าปัญหายิ่งวิกฤติมากยิ่งกว่า ทั้งในเชิงสังคมและในเชิงการเมืองเพราะความซับซ้อนของความขัดแย้งระหว่างดุลยภาพของป่ากับชุมชน ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมของชุมชนกับนโยบายของรัฐ จนสร้างกระแสของแนวคิดทฤษฎี "นิเวศแบบอนาธิปไตย" (eco-anarchism) ของ Daniel Quinn ที่เน้นการจัดองค์กรสังคมของชุมชนป่าชนขาดเล็กที่ไม่ขึ้นกับอำนาจของอารยรัฐให้สัมพันธ์กับแรงของธรรมชาติขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัญหาในเชิงปฏิสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับกายภาพจิตวิทยา จริยศาสตร์ จนถึงจักรวาลวิทยา ของมนุษย์โดยตรง นอกจากนั้นความเกี่ยวข้องของปัญหาที่เกี่ยวพันกันในระหว่างศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์อันเนื่องด้วยระบบทุนนิยม (capitalism) ที่ก่อให้เกิดอาการทางสังคมของค่านิยมการบริโภคที่บิดเบือนและมากเกินควรยิ่งทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากเป็นทวีคูณ
แต่นยะขอสัตตะในที่นี้ หาใช่ทวิภาคเชิงเหตุผลระหว่างชีวภาพของมนุษย์กับสิ่งที่อยู่แวดล้อม แต่อยู่ที่จริยธรรมที่มีต่อคุณค่าภายใน (intrinsic value) ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆรวมทั้งระบบและกระบวนการตามธรรมชาติทั้งหลาย นั่นคือเราต้องมองความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่แวดล้อมเรา ไม่ใช่ในมุมมองตามคุณค่าเปรียบเทียบ (relative value) ตามโครงสร้างอนุกรมวิธาน (taxonomy) ที่กำหนดจากระดับความสามารถในการใช้เหตุผล(ในเชิงจิตวิทยา)หรือความซับซ้อนของกระบวนการทางเซลที่ก่อตัวเป็นระบบ (ในเชิงชีววิทยา) ที่เปรียบเทียบกับมนุษย์เป็นสำคัญ หากแต่เราต้องมองความสัมพันธ์ลึกจนถึงในเชิงอภิปรัชญาที่ว่า "สัตตะทั้งหลายต่างล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสำแดงสัจจะที่เป็นเอก" สิ่งมีชีวิตอื่นๆไม่ได้มีคุณค่าต่อมนุษย์ในเชิงการแสวงประโยชน์แต่มีคุณค่าภายในของสิ่งมีชีวิตนั้นๆเอง ความหลากหลายทางชีวภาพเกื้อหนุนให้คุณค่าภายในนั้นเพิ่มพูนมากขึ้นโดยมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายนั้น ดังนั้นเราจึงไม่สามารถแยกตัวเราออกจากสิ่งต่างๆที่อยู่แวดล้อม จิตวิญญาณของเราผูกพันอยู่กับธรรมชาติในทุกๆระดับของสภาพสิ่งมีชีวิตทั้งสิ่งมีชีวิตในระดับเซลจนถึงระดับจักรวาล การขยายแดนของเราไม่ใช่การขยายแดนในเชิงกายภาพที่ไปกระทบสภาพของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หากแต่เป็นการขยายแดนที่อยู่ภายในของเราให้ซึมซับความงามของสิ่งที่อยู่โดยรอบข้างเพื่อกำจัดทวิภาพของอัตตาภาพ (มนุษย์) และปรวิสัยภาพ (สิ่งแวดล้อม) เราไม่มองสิ่งแวดล้อมเหมือนหนึ่งว่าเป็นปรปักษ์ที่ต้องกำจัดไป เพื่อปรนเปรอไปตามความประสงค์ของความอยากของเรา การพัฒนาในอุดมคติหาใช่การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวอ้างถึง "มาตรฐานการครองชีวิต" ของมนุษย์ หากแต่ควรเพิ่มพูนความงามความพึงใจอันมีต่อคุณภาพของชีวิตที่อยู่ท่ามกลางคุณค่าภายในของสิ่งที่อยู่รอบข้าง เราควรถือกระบวนการทางชีวภาพเป็นศูนย์กลาง (biocentricism) โดยมีโลกเป็นเหมือนเหย้าเดียวกันทั้งผอง แนวคิดที่กล่าวมานี้แท้จริงแล้วอยู่ภายในหลักปรัชญาของตะวันออกทั้งหลาย ทั้งปรัชญาฮินดู พุทธ เต๋า เซน ซึ่งนักอนุรักษ์สมัยใหม่ของตะวันตกเพิ่งจะเริ่มตระหนักมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังตัวอย่างของแนวคิดของ Fritjof Carpa หรือทฤษฎี Deep Ecology (หรือ Ecosophy) ของ Arne Naess หรือ Gaia theory ของ James Lovelock เป็นต้น แต่ที่น่าเสียดายก็คือปรัชญาตะวันออกอันเคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของเราเหล่านี้ถูกลบเลือนไปมากแล้ว เพราะค่านิยมของสังคมที่นำโดยรัฐะผู้กำหนดนโยบายเห็นว่าขัดแย้งกับการพัฒนาไปสู่ความศิวิไลซ์ตามอย่างตะวันตก หมายเหตุ: บทความนี้เป็นเพียงข้อเสนอทางปรัชญาในเชิงทฤษฎีเท่านั้น การจะประยุกต์ปรัชญาให้เป็นผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัตินั้นอาจเป็นไปได้หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยก็เป็นได้ เงื่อนไขนั้นขึ้นอยู่กับการสร้างความสำนึกให้แก่สังคมให้เข้าถึงจิตวิญญาณของตนเองและของสิ่งที่อยู่โดยรอบ โดยใช้สื่อทางวิญญาณทั้งหลาย ทั้งศิลปะ วรรณกรรม วิถีชนบท ฯลฯ เป็นตัวกลาง การใช้การจูงใจในทางเศรษฐศาสตร์ หรือทางรัฐศาสตร์ หรือทางสังคมศาสตร์ ไม่อาจสำเร็จได้หากพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้นได้ เพราะเราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์แล้วว่า มนุษย์ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากประวัติศาสตร์!!
กิจกรรมในอดีตทศวรรษที่ผ่านมา
|
|||||||||||||||||
คำถามเกี่ยวกับชมรมฯที่ท่านสงสัย
แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ
|
||||||||||||||||||